สนามข่าว 7 สี

รายงานพิเศษ : เปิดคำสารภาพผู้ต้องหาถือค้อนชิงทอง

ตำรวจ สภ.เมืองชัยภูมิ ควบคุมตัวชายอายุ 30 ปี ทำแผนประกอบคำรับสารภาพ หลังก่อเหตุถือค้อนปอนด์บุกเดี่ยวชิงทองน้ำหนัก 33 บาท มูลค่าเกือบล้านบาท โดยผู้ต้องหาอ้างเสพยาบ้า 2 เม็ด จนขาดสติก่อนจะก่อเหตุ หวังนำเงินไปซื้อยาเสพติด ลงสนามกับคุณชนะชัย แก้วผาง

นี่เป็นคำสารภาพของ นายสิทธิโชค คงทอง อายุ 30 ปี ผู้ต้องหาบุกเดี่ยวถือคอนปอนด์ขู่ชิงทองรูปพรรณน้ำหนัก 33 บาท มูลค่าเกือบ 1 ล้านบาท จากร้านทองในห้างสรรพสินค้าพื้นที่เมืองชัยภูมิ ช่วง 18.00 น.ของวันที่ 23 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ไม่ถึง 3 ชั่วโมง ตำรวจติดตามจับกุมได้

ตำรวจ สภ.เมืองชัยภูมิ ควบคุมตัวผู้ต้องหาทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ตั้งแต่เริ่มขี่รถจักรยานยนต์มาจอดด้านหน้าห้างสรรพสินค้า สวมหน้ากากอนามัย สะพายกระเป๋า ถือค้อนปอนด์มาข่มขู่พนักงาน ก่อนจะกระโดดข้ามเคาน์เตอร์กวาดทองรูปพรรณ โดยภาพจากกล้องวงจรปิดบันทึกเหตุการณ์ไว้ได้

จากนั้นผู้ต้องหาขี่รถจักรยานยนต์  มุ่งหน้าไปยังบ้านพัก ในพื้นที่อำเภอเมืองชัยภูมิ และสารภาพว่าได้ทิ้งค้อนปอนด์ที่ใช้ก่อเหตุลงคลองริมถนน

ตำรวจพยายามปูพรมงมหาค้อนปอนด์ในคลองน้ำริมถนน แต่ก็ไม่เจอ พอสอบถามผู้ต้องหายังคงให้การวกไปวนมา ไม่รู้จุดทิ้งที่แน่ชัด อ้างว่าช่วงที่ทิ้งมีสภาพมืด มองไม่เห็น

จากนั้นเมื่อไปถึงบ้านพัก ได้นำทองรูปพรรณทั้งหมดโชว์ให้ญาติดู แล้วบอกว่าไปชิงมาจากห้างสรรพสินค้า เมื่อญาติรู้จึงประสานตำรวจตรวจสอบ และจับกุมได้ พร้อมยึดของกลางคือ รถจักรยานยนต์ที่ใช้ก่อเหตุ และทองรูปพรรณที่ชิงไป 

ด้านพนักงานร้านทองที่เกิดเหตุ ระบุว่า ของกลางสร้อยคอทองคำที่ถูกผู้ต้องหาชิงไปทั้งหมดยังหายไปอีก 7 เส้น แต่ละเส้นน้ำหนัก 1 บาท มูลค่ากว่า 200,000 บาท 

ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยภูมิ เปิดเผยว่า แม้ตำรวจจะสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้หลังจากก่อเหตุเพียง 3 ชั่วโมงก็จริง แต่ต้องเร่งรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ ประกอบเพื่อเอาผิด เพราะพยานหลักฐานต้องครบถ้วน ส่วนทองรูปพรรณที่เจ้าของแจ้งว่าหายไป อยู่ระหว่างสอบสวนอย่างละเอียด

ตำรวจได้ควบคุมคัวผู้ต้องหาสอบปากคำเพิ่มเติม เพราะยังให้การวกไปวนมาหลายประเด็น ทั้งเรื่องจุดทิ้งค้อนที่ใช้ก่อเหตุ และประเด็นทองของกลางที่หายไป เบื้องต้นตั้งข้อหาใน 3 ข้อหา ทั้งชิงทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ ข้อหาชิงทรัพย์โดยใช้อาวุธ และข้อหาชิงทรัพย์ในเวลากลางคืน จากนั้นจึงจะคุมตัวส่งฟ้องศาลดำเนินคดีต่อไป