7HDร้อนออนไลน์

เด็กติดโซเชียล ส่งผลสมาธิสั้น เรียนด้อย ซึมเศร้า

จากการสำรวจของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA พบว่า คนไทยในวัยเรียน วัยทำงานเป็นกลุ่มที่ใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ยต่อวันมากที่สุด โดยกลุ่ม Gen Z หรือคนที่อายุน้อยกว่า 20 ปี  ใช้อินเทอร์เน็ตถึงวันละ 12 ชั่วโมง 8 นาที

โดยเฉพาะในยุคโควิด การใช้เวลาบนโลกออนไลน์ยิ่งเพิ่มขึ้น เด็กและวัยรุ่นออกจากบ้านได้น้อยลง ไปโรงเรียนไม่ได้ ต้องพึ่งพาอินเทอร์เน็ต ทั้งเรียนออนไลน์ ทำงานออนไลน์ พักผ่อนผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง เล่มเกม

การใช้เวลาบนอินเทอร์เน็ตหรือโลกออนไลน์ที่สูงในแต่ละวันของเด็กและวัยรุ่นจึงเป็นได้ทั้งคุณและโทษ เป็นเหมือนดาบสองคม หากใช้ในทางที่เกิดประโยชน์ ก็ได้ประโยชน์มาก ในทางตรงข้าม หากใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม ก็เป็นการสิ้นเปลืองเวลามากทีเดียว

ทั้งนี้จากผลสำรวจของ  ETDA พบว่าเด็กและวัยรุ่นไทยมีพฤติกรรมบนโลกออนไลน์ดังนี้

ในแง่กิจกรรม 3 อันดับแรกของกิจกรรมที่ทำมากสุด ได้แก่ ใช้โซเชียลมีเดีย 92.9% ดูโทรทัศน์ ดูคลิป ดูหนัง ฟังเพลงออนไลน์ 85.7% และค้นหาข้อมูลออนไลน์ 77.1%

สำหรับช่องทางโซเชียลมีเดียที่ใช้ 3 อันดับแรก ได้แก่ YouTube 98.6% Facebook 97.3% และ LINE 93.4%

ในแง่ปัญหาการใช้อินเทอร์เน็ต 3 อันดับแรกคือ  ความล่าช้าในการเชื่อมต่อ หรือใช้งานอินเทอร์เน็ต 77.5% การรบกวนของโฆษณาออนไลน์ 71% และ การไม่มั่นใจว่าข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเชื่อถือได้หรือไม่อีก 44.9%

จากผลสำรวจข้างต้น จะเห็นว่าเด็กและวัยรุ่นไทยส่วนใหญ่ใช้เวลาบนอินเทอร์เน็ตกับโซเชียลมีเดียมากสุด จนก่อปัญหาใหม่ตามมา นั่นคือปัญหาการติดโซเชียล !!!

ลักษณะของพฤติกรรมติดโซเชียล คือ ไม่อยากรู้สึกโดดเดี่ยว ต้องการมีตัวตนหรือได้รับการยอมรับมากกว่าที่เป็นอยู่ อยากรู้อยากเห็นเรื่องคนอื่น ตลอดจนต้องการให้คนอื่นรู้เรื่องตนเอง และหากไม่ได้รับการยอมรับ ก็จะเป็นทุกข์ นอกจากนี้ยังรู้สึกขาดโทรศัพท์มือถือไม่ได้ จะหงุดหงิด กระวนกระวายถ้าต้องอยู่ในที่ปราศจากสัญญาณโทรศัพท์ สัญญาณอินเทอร์เน็ต

ทั้งนี้จากการศึกษาของนิสิตปริญญาโท คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในนักเรียนพื้นที่กรุงเทพมหานคร 348 คน พบว่า เด็กมัธยม 1 ใน 3 ติดโซเชียลมีเดีย ส่งผลให้ความสัมพันธ์กับครอบครัวแย่ลง ผลการเรียนต่ำลง

จากข้อมูลของสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ ระบุว่าปัจจัยที่เอื้อให้ติดโซเชียลมีเดีย คือ
1. ปัจจัยจากการเจ็บป่วย เช่น โรคซึมเศร้า สมาธิสั้น
2. ปัจจัยทางสังคม เช่น วัฒนธรรมสังคมก้มหน้า การติดต่อกับเพื่อนผ่านโซเชียลมีเดีย
3. ปัจจัยจากสื่อ เนื่องจาก การตลาดสมัยใหม่บนโลกออนไลน์ ทำให้ผู้บริโภคติดโซเชียลมีเดียเพิ่มขึ้น

ผลกระทบจากการใช้/ติดโซเชียลมากไปมีหลายอย่าง เช่น ทำให้สมาธิสั้น ผลการเรียนด้อยลง สูญเสียทักษะทางสังคมและการสื่อสาร  อ้วน สายตาเสีย ทั้งยังอาจก่อปัญหาด้านความรุนแรง รังแกกันทางอินเทอร์เน็ต ล่อลวง พฤติกรรมทางเพศ ในทางร้ายแรง อาจนำไปสู่โรคทางจิตเวช หรือทำร้ายตัวเอง

จากข้อมูลของ สสส. และกรมสุขภาพจิต พบว่า การติดโซเชียล เสี่ยงก่อผลกระทบคือ เสพติดอาหารและช็อปปิง 29.5 % ปัญหาภาวะซึมเศร้า 27.7% และก่อความวิตกกังวล อารมณ์แปรปรวน 21.1%

ทั้งนี้มีคำแนะนำจากกรมสุขภาพจิตถึงผู้ปกครองว่า หากไม่อยากให้ลูกติดสื่อออนไลน์ ควรจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน ขณะเดียวกันควรหาโอกาสหรือสร้างบรรยากาศในครอบครัว ให้มีกิจกรรมทำร่วมกัน ที่สำคัญอาจต้องเริ่มที่ผู้ใหญ่ ควรใช้โทรศัพท์มือถือหรือติดโซเชียลให้น้อยลงก่อน

#เศรษฐศาสตร์ตลาดสด เห็นว่าปัญหาเด็กติดโซเชียล เหมือนเรื่องเล็ก แต่ไม่เล็ก ผู้ใหญ่ทุกครอบครัวควรใส่ใจ อย่าให้ปัญหาเด็กติดโซเชียลก่ออันตรายต่อลูกของเรา จนสายเกินแก้