ข่าวในพระราชสำนัก

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงนำข้าราชการและนักเรียนนายร้อย โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ไปทัศนศึกษาสถานที่สำคัญในจังหวัดเพชรบุรี

เวลา 08.31 น. วันนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ทรงนำข้าราชการและนักเรียนนายร้อย ชั้นปีที่ 4 โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ซึ่งกำลังศึกษาวิชาเลือกเสรี วิชาหัวข้อพิเศษทางประวัติศาสตร์ : ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย และวิชาประวัติศาสตร์ไทย ภาคภาษาอังกฤษ ภาคการศึกษาที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2564 ไปทัศนศึกษาสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดเพชรบุรี

ในการนี้ ทรงวางพวงมาลัยถวายราชสักการะพระบรมรูป พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระที่นั่งสโมสรเสวกามาตย์ แล้วทรงขับร้องเพลงพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว "บทรักชาติ บ้านเมือง"

พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน สร้างขึ้นเมื่อปี 2466-2467 โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นที่ประทับแปรพระราชฐาน และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนิกชาวอิตาเลียน เป็นผู้ออกแบบ จึงเป็นสถาปัตยกรรมเรือนไทยผสมยุโรป สร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลัง ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานที่ดินเพิ่มเติม กว่า 1,300 ไร่ เพื่อใช้ประโยชน์ในราชการของกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และพิพิธภัณฑ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ประกอบด้วย หมู่พระที่นั่งสมุทรพิมาน ที่ประทับ และส่วนของข้าราชบริพารฝ่ายหน้า, หมู่พระที่นั่งพิศาลสาคร เป็นที่พักฝ่ายใน งานภูษา เครื่องหอมดอกไม้, มีสโมสร เป็นท้องพระโรง มีสถานที่แสดงละคร และประกอบพิธีสำคัญต่าง ๆ ดำเนินงานภายใต้มูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน เพื่อบูรณะให้สถานที่สำคัญแห่งนี้มีสภาพดี และอนุรักษ์เป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งกรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน เมื่อปี 2524 การอนุรักษ์มรดกสิ่งก่อสร้างไม้ ได้รับความร่วมมือจากองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก และจัดทำโครงการฝึกอบรมฝีมือช่างไม้ เพื่ออนุรักษ์งานสถาปัตยกรรม นอกจากนี้ ได้รื้อเขื่อน หรือโครงสร้างรอดักทราย เพื่อให้บริเวณชายหาดกลับสู่ธรรมชาติ และเฝ้าระวังการกัดเซาะของชายฝั่ง

โอกาสนี้ ทรงติดตามการดำเนินงานของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ บนพื้นที่กว่า 8,700 ไร่ ของพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ศึกษาการฟื้นฟูสภาพป่า อนุรักษ์ และพัฒนาแหล่งน้ำ โดยน้อมนำพระราชดำรัส เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2564 ในการขยายพันธุ์พืชให้เพียงพอกับเกษตรกร และเก็บเมล็ดพันธุ์ให้มีคุณภาพ โดยศูนย์ฯ ประสบความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสับปะรด และไม้เศรษฐกิจที่อยู่ในความสนใจ โดยจะขยายผลองค์ความรู้ และส่งมอบพันธุ์ไม้ให้เกษตรกรนำไปปลูก สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และทรงติดตามการใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝก ในการฟื้นฟูบำรุงดิน ทำให้หน้าดินมีความอุดมสมบูรณ์

การทัศนศึกษาที่พระราชนิเวศน์มฤคทายวันครั้งนี้ ช่วยให้นักเรียนนายร้อย ได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของประวัติศาสตร์ในการรักษามรดกทางวัฒนธรรม ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานไว้ให้ชนรุ่นหลังช่วยกันอนุรักษ์

เวลา 11.27 น. เสด็จพระราชดำเนินไปยังโครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ อำเภอท่ายาง ในการนี้ ทรงวางพวงมาลัยถวายราชสักการะ พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จากนั้น ทอดพระเนตรการดำเนินโครงการฯ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จัดซื้อที่ดินจากราษฎร จำนวน 250 ไร่ มีพระราชดำริให้จัดทำเป็นโครงการตัวอย่างด้านการเกษตร และเป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์พืชเศรษฐกิจในอำเภอท่ายางและใกล้เคียง ตลอดจนให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมและแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการเกษตร ปศุสัตว์ ทำให้พื้นที่ที่เคยแห้งแล้งในอดีตกลับคืนความอุดมสมบูรณ์

โอกาสนี้ ทอดพระเนตรกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ พลังงานทดแทน ที่เป็นต้นแบบศูนย์เรียนรู้ด้านพลังงานสะอาด ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จัดสร้างกังหันลมต้นแรกที่เหมาะสมกับความเร็วลมในประเทศไทย มีศูนย์วิจัยและบริการด้านพลังงาน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี สนองพระราชดำริ นำพลังงานธรรมชาติ ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดมาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้า จำนวน 20 ต้น และติดตั้งระบบพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ ทำให้มีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ สามารถขายพลังงานไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 

ด้านการเพาะปลูกพืช เน้นการทำเกษตรแบบอินทรีย์ควบคู่กับเกษตรอุตสาหกรรม แบ่งเป็นพื้นที่ปลูกพืชผักสวนครัว, ไม้ผล และพืชเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวราชบุรี ได้เข้ามาจัดทำแปลงสาธิตการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ซึ่งประหยัดน้ำ ช่วยลดต้นทุนและความขัดแย้งของกลุ่มผู้ใช้น้ำ บนพื้นที่ 3 ไร่ ปลูกข้าวพันธุ์ กข 43 ซึ่งลักษณะเด่น คือ เหนียวนุ่ม มีกลิ่นหอม น้ำตาลต่ำ เหมาะสำหรับคนรักสุขภาพ อายุเก็บเกี่ยวสั้น

เวลา 14.47 น. ทรงนำข้าราชการและนักเรียนนายร้อยฯ ไปทัศนศึกษาศาสนสถานสำคัญทางประวัติศาสตร์สำคัญของจังหวัดเพชรบุรี ที่ปรากฏความเด่นชัดของวัฒนธรรมขอมโบราณ ณ วัดกำแพงแลง ตำบลท่าราบ อำเภอเมือง หรือ วัดเทพปราสาทศิลาแลง ซึ่งในปี 2530 กรมศิลปากร ได้ขุดพบประติมากรรมรูปเคารพหินทราย คือ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร โดยพบชิ้นส่วนพระวรกายท่อนบนเพียงเล็กน้อย และพบพระพุทธรูปปางสมาธิองค์เล็ก ๆ ประดับเรียงเป็นแถว ลักษณะเหมือนกับพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี ปัจจุบันเก็บรักษาเป็นศาสนวัตถุที่สำคัญของจังหวัด สันนิษฐานว่าวัดนี้เป็นเทวสถานในสมัยขอม สร้างตามลัทธิศาสนาพราหมณ์ ราวพุทธศักราช 1700-1750 ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่แผ่อิทธิพลมาถึงดินแดนแถบลุ่มน้ำเจ้าพระยา ครั้นลัทธิพราหมณ์เสื่อมถอย จึงกลายเป็นวัดร้างในพุทธศาสนา ในสมัยกรุงศรีอยุธยาได้มีการบูรณะ แต่ยังคงปรากฏอารยธรรมขอมผ่านกำแพงศิลาแลง สันนิษฐานว่าเป็นที่มาของชื่อวัด

ภายในมีปรางค์ขนาดใหญ่ 5 องค์ ก่อด้วยศิลาแลง มีปรางค์ประธานเป็นสถาปัตยกรรมหลัก และมีปรางค์ 4 องค์ อยู่ทั้งสี่ทิศ ประดิษฐานเทวรูป ปัจจุบันปรางค์ประธาน ประดิษฐานพระพุทธรูปหินทรายแดงสมัยอยุธยา อัญเชิญจากวัดกุฎีทอง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี เมื่อปี 2498 ปรางค์อีก 4 ทิศ ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์และพระพุทธรูปอื่น ๆ ซุ้มประตูทางเข้าปราสาท มีลักษณะเด่นทางสถาปัตยกรรม เช่น หน้าต่างลูกกรุงมะหวด สลักทึบ ศิลปะแบบบายน

จากนั้น ประทับรถรางพระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดใหญ่สุวรรณารามวรวิหาร ตำบลท่าราบ ทรงวางพวงมาลัย ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการท้ายที่นั่งสักการะพระประธานอุโบสถ วัดใหญ่สุวรรณาราม สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย หลังจากที่พระสุวรรณมุนี (ทอง) ได้ปฏิสังขรณ์วัดนี้ จึงเรียกชื่อวัดตามสมณศักดิ์ ภายในอุโบสถ มีจิตรกรรมฝาผนังโบราณที่ยังคงอนุรักษ์ไว้อย่างดี ในปีที่ผ่านมา กรมศิลปากรและช่างเมืองเพชรบุรี ร่วมกันบูรณะและอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนัง ทำให้พบจารึกอักษรไทยสมัยอยุธยา เขียนว่า "ดอกไม้ชอนกัน" หมายความว่า วาดรูปดอกไม้ซ้อนกัน การพบจารึกนี้ทำให้เห็นว่าการแลกเปลี่ยนความรู้ และความร่วมมือกัน ทำให้พบข้อมูลใหม่ เพื่อการอนุรักษ์วัฒนธรรม

ส่วนภาพจิตรกรรมบนผนังอุโบสถ และประตู มี 3 เรื่อง เรื่องแรกเกี่ยวกับอารักษ์มีคติจีนกับไทย เป็นภาพที่ยังคงความสมบูรณ์ที่สุด เรื่องที่ 2 เป็นพุทธประวัติ ตอนผจญมาร และเรื่องที่ 3 พุทธประวัติตอนเทพชุมนุม การมีอิทธิพลของจีนปรากฏอยู่มากสะท้อนได้ว่าเมืองเพชรบุรี มีความเจริญทางเศรษฐกิจกับจีนเป็นอย่างดี ส่วนด้านหลังพระประธาน มีพระพุทธรูป พระบาทเบื้องขวามี 6 นิ้ว ที่มีอายุเก่าแก่ เชื่อว่าแสดงถึงปริศนาธรรม ให้คนระลึกในตา หู จมูก ลิ้น กาย และวาจาใจ

ส่วนศาลาการเปรียญ เป็นอาคารที่เหลือมาจากสมัยอยุธยา ที่ยังคงความสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งในไทย สร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง เดิมเป็นพระตำหนักในราชสำนักอยุธยา ซึ่งพระเจ้าเสือ ได้ถวายแด่สมเด็จพระสังฆราชแตงโม การเยี่ยมชมวัดใหญ่สุวรรณาราม ทำให้เห็นถึงคุณค่าทางมรดกทางศิลปวัฒนธรรมไทยที่อยู่คู่กับเมืองเพชรบุรีมาหลายยุคสมัย

ส่วนวัดพลับพลาชัย ตำบลคลองกระแชง สร้างขึ้นปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมเคยเป็นที่ประชุมกองทัพ และมีพลับพลาที่ประทับของพระมหากษัตริย์ เมื่อสร้างวัดจึงเรียกชื่อว่า วัดพลับพลาชัย ในการนี้ ทรงวางพวงมาลัยสักการะพระประธาน ณ วิหารคันธารราฐ หรือ พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดพลับพลาชัย ซึ่งมีสถาปัตยกรรมเด่นที่ฐานวิหารโค้งเป็นรูปสำเภาตามแบบสถาปัตยกรรมสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ภายในจัดแสดงหนังใหญ่ การละเล่นพื้นบ้านของเมืองเพชรบุรี ที่พระอาจารย์ฤทธิ์ วัดพลับพลาชัย ได้ฟื้นฟูและนำมาเล่นเมื่อประมาณปี 2394 โดยแกะตัวหนังเอง และฝึกลูกศิษย์เล่นหนังใหญ่จนมีชื่อเสียงว่า "หนังใหญ่วัดพลับ" ต่อมาได้สูญหายไปเนื่องจากขาดผู้สืบทอด แต่คงเหลือตัวหนังใหญ่อายุกว่า 100 ปี เก็บรักษาไว้ และเป็นหนังใหญ่ชุดที่จัดการแสดงเฉพาะพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

โอกาสนี้ ทอดพระเนตรการเชิดหนังใหญ่ของวัดพลับพลาชัย (จังหวัดเพชรบุรี) และวัดขนอนหนังใหญ่ (จังหวัดราชบุรี) ที่มีผลงานร่วมกันและความคล้ายคลึงกัน รวมทั้งสาธิตการตอกหนัง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่ให้เรียนรู้ศิลปะผ่านกิจกรรม ปัจจุบันในชุมชนย่านเมืองเก่าริมแม่น้ำเพชรบุรี มีการอนุรักษ์องค์ความรู้เกี่ยวกับหนังใหญ่

จากนั้น ทรงพระดำเนินไปยังศูนย์วิจัยชุมชนเมืองเพชรบุรี ทอดพระเนตรการสาธิตการปักเครื่องแต่งกายละครชาตรี ที่ได้สืบทอดภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น เป็นการปักด้วยเลื่อมไม่ใช้ดิ้น เหมาะกับท้องถิ่นที่อยู่ติดทะเล เพราะดิ้นจะดำเร็ว และสามารถซักได้ ปัจจุบันยังคงมีการแสดงละครชาตรีส่วนใหญ่ในงานแก้บน

ในการทัศนศึกษาพื้นที่วัดพลับพลาชัย ทำให้ได้ศึกษาเรียนรู้ถึงวิถีชีวิตของชุมชนเมืองเพชรบุรี ทั้งด้านสถาปัตยกรรม นาฏศิลป์ การละเล่นพื้นบ้าน วัฒนธรรมด้านอาหาร รวมถึงหน่วยงานที่มีบทบาทสนับสนุนภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อให้การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอยู่คู่สังคมไทย

เวลา 17.27 น. เสด็จพระราชดำเนินไปยังศูนย์วัฒนธรรมไทยทรงดำเขาย้อย อำเภอเขาย้อย ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อปี 2538 เพื่อเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้วัฒนธรรมไทยทรงดำ และวัฒนธรรมท้องถิ่น รวมทั้งจำหน่ายผลิตภัณฑ์พื้นเมือง ช่วยสร้างรายได้ให้ประชาชน ในการนี้ ทรงนำข้าราชการ และนักเรียนนายร้อย เรียนรู้ประวัติความเป็นมาของชาวไทยทรงดำ ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ เรียกว่า ชนเผ่าไทยทรงดำ, ไทดำ หรือลาวโซ่ง ซึ่งจังหวัดเพชรบุรี มีชาวไทยทรงดำอาศัยอยู่มากที่สุดในประเทศ โดยอพยพมาจากเมืองแถง แคว้นสิบสองจุไท หรือเมืองเดียนเบียนฟู ประเทศเวียดนาม ตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี และยังคงรักษาวัฒนธรรม ประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ไว้อย่างครบถ้วน อาทิ ลักษณะของบ้านเรือน มีหลังคาทรงโค้งรูปกระดองเต่า มุงหญ้าคา คลุมลงมาเกือบถึงพื้นดิน เพื่อป้องกันลม มีระเบียงหน้าบ้าน เรียกว่า "กางจาน" เป็นที่รับแขก, การแต่งกาย เครื่องนุ่งห่มทอด้วยมือ, ทรงผม ที่แสดงถึงสถานภาพการสมรสและช่วงอายุ มีพิธีกรรม อาหาร ภาษาพูด และภาษาเขียน มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ให้ความเคารพบรรพบุรุษผ่านพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น พิธีไหว้บรรพบุรุษ อาชีพหลัก คือ การทำนา ส่วนเครื่องมือเครื่องใช้เป็นเครื่องจักสานไม้ไผ่ 

อำเภอเขาย้อย มีกลุ่มชาติพันธุ์ 3 กลุ่ม ส่วนใหญ่มีเชื้อสาย "ไทยทรงดำ" บางส่วนเป็นชาว "ไทยเวียง" ที่อพยพมาจากนครเวียงจันทน์ และชาว "ไทยพวน" กลุ่มชาติพันธุ์ ที่เคยตั้งถิ่นฐานอยู่ในแคว้นเชียงขวาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จึงเรียกอำเภอเขาย้อยว่า "เขาย้อยเมือง 3 ลาว" โอกาสนี้ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ ข้าราชการและนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เฝ้าทูลละอองพระบาท กราบบังคมทูลสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงนำทัศนศึกษาสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดราชบุรีและเพชรบุรี เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ให้คงอยู่ต่อไป

ข่าวอื่นในหมวด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง