ข่าวภาคค่ำ

คอลัมน์หมายเลข 7 : แนะปรับโครงสร้าง สกสค.สกัดการเมืองแทรกแซง

ข่าวภาคค่ำ - คอลัมน์หมายเลข 7 ยังตามติดปัญหาภายในสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครู และบุคลากรทางการศึกษา หรือ สกสค. ที่มีการเปลี่ยนโครงสร้างในยุค คสช. จากตัวแทนครู มาเป็นผู้บริหารในกระทรวงศึกษาธิการ แก้ปัญหาทุจริตได้ตามเป้าหมาย หรือกลายเป็นการนำองค์กรครูไปอยู่ใต้ปีกการเมือง ติดตามจากคุณสมจิตต์ นวเครือสุนทร

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครู และบุคลากรทางการศึกษา หรือ สกสค. เป็นนิติบุคคลในกำกับกระทรวงศึกษาธิการ จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 ถือกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ปีเดียวกัน บริหารงานในรูปของคณะกรรมการ หรือบอร์ด เริ่มแรกมีองค์ประกอบที่หลากหลาย ให้ปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน มีกรรมการโดยตำแหน่ง 6 คน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน ที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์สูงในด้านสวัสดิการสังคม บริหารธุรกิจ และกฎหมายด้านละ 1 คน และกรรมการที่ได้รับเลือกตั้งจากผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาจำนวน 12 คน ในจำนวนนี้ต้องเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ที่มาจากสังกัดเขตพื้นที่การศึกษา สถาบันอาชีวศึกษา สถานศึกษาเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ภายใต้โครงสร้างนี้ มีเลขาธิการ สกสค. มาแล้ว 2 คน คือ นายเกษม กลั่นยิ่ง และ นายสมศักดิ์ ตาไชย ก่อนมีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ในช่วงรัฐบาล คสช. จากเหตุผู้บริหารทุจริตคดีซื้อตั๋วสัญญาใช้เงิน บริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด เพื่อดำเนินการร่วมทุน มูลค่ารวม 2,500 ล้านบาท และการลงทุนโรงไฟฟ้าขยะชุมชนกับบริษัทหนองคายน่าอยู่ 800 ล้านบาท บนหลักคิดต้องการแก้ปัญหาทุจริต แต่โครงสร้างใหม่ ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน และมีกรรมการอีก 8 คน ที่มาจากผู้บริหารในกระทรวงศึกษาธิการ ตัดกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและตัวแทนครูออก ทำให้เกิดคำถามว่า หนีทุจริตจะมาเจอกับปัญหาการแทรกแซงทางการเมืองหรือไม่

นายธนพร สมศรี ถือเป็นเลขาธิการ สกสค. คนแรกที่มาจากการสรรหา ภายใต้โครงสร้างใหม่ โดย 16 ปี ของ สกสค. มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมาแล้ว 17 คน เฉลี่ยอยู่ในตำแหน่งไม่เกิน 1 ปี ถ้านับเฉพาะรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมาแล้ว 5 คน แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ในช่วงรัฐบาล คสช. มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 3 คน และหลังเลือกตั้งปี 2562 2 คน รวม 5 คน หากเปลี่ยนรัฐมนตรีใหม่ แล้วมีความพยายามเปลี่ยนเลขาธิการ สกสค. ย่อมกระทบกับการทำงาน ทำให้เกิดความไม่ต่อเนื่อง

สกสค. ดูแลเงินสวัสดิการครูและหนี้สินในโครงการเงิน ช.พ.ค. ที่มีวงเงินหนี้รวมกว่า 400,000 ล้านบาท มีค่าเฉลี่ยกู้ยืมเงินตั้งแต่ 600,000 - 1 ล้านบาท ซึ่งผู้กู้ต้องจ่ายเงินสมทบเข้า สกสค. เป็นหลักประกัน โดยมีเงินสะสมในคลังราว 5,000 ล้านบาท การบริหารเงินเหล่านี้จึงต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่ให้กลายเป็นที่ทำมาหากินของใครทั้งสิ้น