เจาะประเด็นข่าว 7HD

ตีตรงจุด : เปิดเกณฑ์เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต รักษาทุกที่ - ฟรีทุกสิทธิ์

ตั้งแต่ปี 2560 รัฐบาลประกาศนโยบายเพื่อคุ้มครองผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่” หรือที่เรียกว่า UCEP ให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงสิทธิการรักษาในโรงพยาบาลทุกแห่งที่ใกล้ที่สุดได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายจนกว่าจะพ้นวิกฤต และสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างปลอดภัย แต่ทั้งนี้ไม่เกิน 72 ชั่วโมง

ซึ่งกรณีคุณตาสุทัศน์ ที่มีการส่งต่อถึง 5 โรงพยาบาลต้องใช้เวลารอนานนับ 10 ชั่วโมง แต่สุดท้ายเสียชีวิตนั้น

เรืออากาศเอกนายแพทย์อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือ สพฉ. กล่าวถึงกรณีนี้ว่าต้องให้ความเป็นธรรมทั้งในส่วนของผู้ป่วย และโรงพยาบาล ซึ่งตามหลักการรักษาทางการแพทย์ฉุกเฉิน เมื่อโรงพยาบาลไม่มีศักยภาพในการรักษาจะทำการประสานส่งต่อไปยังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพมากกว่า โดยเมื่อพิจารณาประเด็นนี้จะเห็นว่าโรงพยาบาลไม่ได้เพิกเฉย หรือปฏิเสธการรักษา เพราะพยายามติดต่อประสานจนส่งต่อผู้ป่วยไปได้ แม้โรงพยาบาลจะอยู่ไกลออกไปก็ตาม ซึ่งเกณฑ์และเงื่อนไขการรับผู้ป่วยฉุกเฉินรักษาตาม พ.ร.บ.การแพทย์ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.สถานพยาบาลว่า แพทย์จะประเมินผู้ป่วยออกเป็น 3 ระดับ คือ วิกฤตฉุกเฉิน วิกฤตรุนแรง และวิกฤตไม่รุนแรง หรือ ที่ชาวบ้านเข้าใจกันได้ คือ ผู้ป่วยสีแดง เหลือง และสีเขียว โดยภาวะวิกฤตฉุกเฉิน ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนผู้ป่วยสามารถเข้ารักษาได้ทุกโรงพยาบาลและไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

จากสถิติ ที่ สพฉ. ได้รวบรวมไว้ พบว่า 4 ปีที่ผ่านมา มีผู้ป่วยที่ขอใช้สิทธิการรักษา จากการเจ็บป่วยฉุกเฉิน ทั้งหมดประมาณ 1,200,000 ราย แต่ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต กลุ่มสีแดง ที่สามารถใช้สิทธิได้ มีเพียงแค่ 100,000 กว่ารายเท่านั้น คิดเป็นสัดส่วนแล้วไม่ถึง 10% ส่วนผู้ป่วยที่ไม่ผ่านเกณฑ์ ต้องจ่ายเงินเอง

ซึ่งที่ผ่านมาสภาองค์กรของผู้บริโภค ได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวนมาก เกี่ยวกับปัญหาความเดือดร้อนของผู้ป่วยฉุกเฉิน เรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล บางรายต้องจ่ายเป็นเงินหลายล้านบาท

โดย สภาองค์กรของผู้บริโภค ได้จัดเวทีพูดคุยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปเมื่อไม่นานมานี้ และได้มีการเสนอ แนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ 3 ข้อ เพื่อลดภาระผู้ป่วย

ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการจัดจ้างนักวิชาการ ศึกษาอัตราค่าบริการที่เหมาะสม เพื่อนำไปเสนอ ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการกำกับควบคุมราคาค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชน คาดว่าประมาณต้นปีหน้า จะมีความคืบหน้ามากขึ้น เชื่อว่าข้อเสนอเหล่านี้ หากได้รับการผลักดันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เป็นรูปธรรมแล้ว ไม่เพียงแต่จะช่วยแก้ปัญหาภาวะล้มละลายของผู้ป่วยฉุกเฉินที่เกิดขึ้น แต่ยังช่วยลดความสูญเสีย และทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างทันท่วงทีด้วย