เจาะประเด็นข่าว 7HD

ตีตรงจุด : แนวโน้มสถานการณ์ HIV ของไทย

จากข้อมูลศูนย์รวมข้อมูลสารสนเทศด้านเอชไอวีของประเทศไทย และศูนย์วิจัยโรคเอดส์สภากาชาดไทยพบว่า ปัจจุบันยอดผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่ลดลง 50 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อน โดยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 6,600 คนต่อปี หรือเฉลี่ยวันละประมาณ 18 คน ผู้ติดเชื้อที่ยังมีชีวิตอยู่ 500,000 คน อยู่ระหว่างการรักษารับยาต้านไวรัส 394,598 คน เสียชีวิตจากเชื้อ HIV ปีละ 12,000 คน หรือเฉลี่ยวันละประมาณ 33 คน

ส่วนสาเหตุหลักๆ ของผู้ติดเชื้อรายใหม่ ส่วนใหญ่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายกับชาย 4,171 คน คู่ผลเลือดต่าง 1,140 คน คู่นอนชั่วคราวและนอกสมรส 665 คน ใช้เข็มและกระบอกฉีดร่วมกัน 209 คน ซื้อขายบริการ 89 คน

หากย้อนไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ภาพจำหลายคนที่มองผู้ติดเชื้อ HIV คงจะเป็นมีแผลพุพอง น่ากลัว ต้องโดนทิ้งให้ไปอาศัยอยู่ในวัด แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาตัวยาในการต้านไวรัส สามารถกดให้เชื้ออยู่ในเซลล์ ไม่แพร่กระจายในเลือด และสารคัดคลั่ง หากมีการรับประทานยาครบตามกำหนด เมื่อมีเพศสัมพันธ์แม้จะไม่ป้องกันก็มีโอกาสติดเชื้อน้อยมาก 

ปัจจุบันมีตัวยา 2 ชนิด ที่ใช้รับประทานเมื่อมีความสุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV ตัวแรก คือ ยาเพร็พ (PrEP) คือ ยาต้านไวรัส HIV เป็นตัวยาที่ผู้ทานทราบล่วงหน้าว่าจะมีความเสี่ยงในการมีเพศสัมพันธ์ เริ่มต้นจะมีการทานจำนวน 2 เม็ด ก่อนมีเพศสัมพันธ์ 2 - 24 ชั่วโมง ทาน 1 เม็ด หลังมีเพศสัมพันธ์ ภายใน 24 ชั่วโมง ต้องเป็นเวลาเดียวกันกับที่ทานครั้งแรก และทานอีก 1 เม็ด ในวันถัดมา เวลาเดียวกัน

ยาอีกชนิด คือ ยาเป๊ป (PEP) เป็นยาต้านไวรัส HIV แบบฉุกเฉิน ป้องกันการติดเชื้อหลังสัมผัสเชื้อ หรือการมีพฤติกรรมเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อ โดยจะต้องทานทุกวัน วันละ 2 เม็ด ติดต่อกัน 28 วัน ก่อนรับยาผู้เสี่ยงต้องตรวจหาเชื้อ และหลังทานครบ 28 วัน ต้องมีการตรวจหาเชื้อซ้ำอีกครั้ง ยาเป๊ป จะมีผลข้างเคียง คือ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย นอนไม่หลับ แต่อาจจะเกิดขึ้นช่วงสัปดาห์แรกที่รับยาเท่านั้น แต่หากเรามีพฤติกรรมเสี่ยงบ่อยๆ แพทย์แนะนำให้รับประทานยาเพร็พ เพราะถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า

หากเราติดเชื้อและกินยาตามที่แพทย์สั่ง จนตรวจไม่เจอเชื้อในเลือดแล้ว คนๆ นั้นไม่เป็นอันตรายกับใคร แม้จะมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนของเขาโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยก็ตาม ซึ่งทางแพทย์ จะเรียกว่า ไม่เจอเท่ากับไม่แพร่ หรือ U=U แต่เชื่อว่าคงไม่มีใครอยากสัมผัสเชื้อ หรือเป็นบุคคลที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV ดังนั้นทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ต้องสวมถุงยางอนามัย เพื่อความปลอดภัยของคุณเอง