ข่าวภาคค่ำ

คอลัมน์หมายเลข 7 : เจาะคดีทุจริตชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันกระบี่ ตอน 3

ข่าวภาคค่ำ - คอลัมน์หมายเลข 7 ตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังของชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันกระบี่ พบผลประกอบการที่ขาดทุนเกือบพันล้านบาท เกิดขึ้นภายในระยะเวลา 3 ปี ซึ่งเป็นช่วงเดียวกันกับที่คณะกรรมการบริหารชุดที่ถูกร้องเรียนมีอำนาจในการบริหารจัดการ เกาะติดเรื่องนี้ต่อกับคุณสุธาทิพย์ ผาสุข

ปี 2558 ที่เกิดความผันผวนของตลาดปาล์มน้ำมัน เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันกระบี่ เริ่มประสบปัญหาเงินทุนหมุนเวียนในระบบขาดสภาพคล่อง ต้องกู้เงินจากสถาบันการเงินมาเป็นเงินทุนหมุนเวียน

คอลัมน์หมายเลข 7 ตรวจสอบข้อมูลผลการดำเนินงานย้อนหลังตั้งแต่ปี 2553 พบชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันกระบี่ มีกำไรต่อเนื่องมาทุกปี กระทั่งปี 2558 ชุมนุมสหกรณ์ฯ บริหารงานขาดทุนจำนวนกว่า 69 ล้านบาท ต่อมาในปี 2559 ขาดทุนมากกว่า 87 ล้านบาท ก่อนที่ปี 2560 จะกลับมามีกำไรถึง 851,000 บาท

จากนั้นตั้งแต่ปี 2561-2563 ชุมนุมสหกรณ์ฯ กลับประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่อง รวมสามปีขาดทุนมากถึง 837 ล้านบาท ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ภาวะขาดทุนเกิดขึ้นในระหว่างการบริหารของคณะกรรมการชุดที่ 19-21 ที่ถูกร้องเรียนว่า บริหารงานโดยมิชอบ มีผลประโยชน์ทับซ้อน

ผลประกอบการที่ขาดทุนสะสมต่อเนื่องแทบทุกปี จนไม่สามารถพลิกสถานการณ์ได้ ทำให้ท้ายที่สุด เดือนพฤศจิกายน 2563 ชุมนุมสหกรณ์ฯ จำต้องประกาศหยุดกิจการชั่วคราว และมีคณะกรรมการบริหารชุดที่ 22 เข้ามาบริหารงานชั่วคราว ก่อนจะมีการเลือกคณะกรรมการชุดที่ 23 ซึ่งก็คือชุดปัจจุบัน เข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ เพื่อให้ชุมนุมสหกรณ์ฯ เดินหน้าต่อไปได้ แต่ยังพบอุปสรรคที่เป็นสัญญาณว่า การบริหารงานอาจสะดุดอีกครั้ง

ผลกระทบจากปัญหาความไม่โปร่งใสในการบริหารชุมนุมสหกรณ์ ทำให้ผู้ถือหุ้นสหกรณ์ คือ สหกรณ์สมาชิก 13 แห่ง และสหกรณ์วิสาหกิจ เครือข่าย 34 แห่ง ซึ่งมีสมาชิกรวมกว่า 50,000 ครัวเรือน คู่ค้า พนักงานกว่า 300 ชีวิต และครอบครัวผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้รับความเดือดร้อน

แม้ว่าคณะกรรมการฯ ชุดที่ 19-21 และผู้จัดการ ที่บริหารงานขาดทุนสะสมมากถึง 851 ล้านบาท จะถูกนายทะเบียนถอดถอนจากการบริหาร พร้อมทั้งดำเนินการยื่นเรื่องต่อพนักงานอัยการเพื่อดำเนินคดีไปแล้ว และมีแนวโน้มว่า ดีเอสไอ อาจรับเรื่องนี้เป็นคดีพิเศษ แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นยังรอการแก้ไข ซึ่งคงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าที่ชุมนุมสหกรณ์แห่งนี้จะฟื้นตัวขึ้นมาอีกครั้ง