เจาะประเด็นข่าว 7HD

ตีตรงจุด : ย้อนรอยการใช้งบประมาณรัฐบาล ปมโรค ASF ในสุกร

เจาะประเด็นข่าว 7HD - ตีตรงจุด เจาะลึกถึงงบประมาณที่รัฐบาลใช้ไปกับการป้องกันโรค ASF ในสุกร นับตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา เป็นจำนวนเท่าไหร่แล้ว มีข้อมูลอะไรย้อนแย้งกันที่นำไปสู่ข้อสงสัยว่า รัฐบาลรู้มานานแล้วว่ามีโรคนี้ระบาดในไทยแต่ปกปิดหรือไม่ ไปจนถึงการดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้อง เป็นอย่างไร จะได้รู้ครบจบในช่วงนี้

เจาะประเด็นข่าว 7HD เคยเปิดประเด็นไว้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายนปีที่แล้ว ถึงสาเหตุหมูแพง ว่าอาจมาจากโรคอหิวาต์แอฟริกา หรือ ASF ระบาด จนหมูหายจากระบบไปจำนวนมาก แต่ในขณะนั้นกรมปศุสัตว์ยังยืนเสียงแข็ง ว่าไม่พบโรคดังกล่าวในประเทศไทย

กระทั่งเมื่อวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา ทีมข่าวเปิดเอกสารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงวันที่ 5 เมษายน 2562 เรื่องขออนุมัติแผนเตรียมความพร้อมรับมือโรค ASF ในสุกรของประเทศไทยเป็นวาระแห่งชาติ สะท้อนว่ารัฐบาลรับรู้อันตรายของปัญหานี้มาตั้งแต่ปี 2562

แผนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในขณะนั้น วางไว้ 3 ช่วงเวลา รวมใช้งบกว่า 148 ล้านบาท คือ ปีงบประมาณ 2562 วงเงินกว่า 53 ล้านบาท, ปีงบประมาณ 2563 วงเงินกว่า 52 ล้านบาท และปีงบประมาณ 2564 วงเงินกว่า 42 ล้านบาท

ในเอกสารฉบับเดียวกัน ยังระบุถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจว่าอาจมากถึง 100,000 ล้านบาท หากไม่สามารถควบคุมโรคได้

นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า หากประเทศไทยมีระบบป้องกันโรคที่ดี ป้องกันไม่ให้เกิดโรคในประเทศได้ จะเป็นโอกาสทางธุรกิจ ที่จะทำให้ราคาสุกรในประเทศเพิ่มจากกิโลกรัมละ 60 บาท เป็นไม่ต่ำกว่า 80 บาท ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 44,000 ล้านบาทต่อปี

แต่หลังจากปี 2562 เป็นต้นมา เกิดโรคระบาดในสุกรหลายพื้นที่ ซึ่งกรมปศุสัตว์จะแจ้งตลอดว่าเป็นโรคเพิร์ส ปริมาณสุกรในระบบลดหายไปอย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหายังไม่แดงออกมา เนื่องจากพิษโควิด-19 ทำให้กำลังซื้อคนไทยมีไม่มาก เมื่อโรคเริ่มซา เงินในกระเป๋าคนไทยมีเพิ่มขึ้น เริ่มเปิดประเทศ ความต้องการบริโภคหมูมีเพิ่มขึ้น ราคาจึงเริ่มสูงขึ้นตั้งแต่กลางปีที่แล้ว กระทั่งพุ่งไม่หยุดทะลุ 250 บาทต่อกิโลกรัม สูงกว่าที่กระทรวงเกษตรฯ ประเมินว่า ถ้าคุมโรคดีจะเป็นโอกาสเกษตรกรที่เนื้อหมูจะราคา 80 บาทต่อกิโลกรัม ไปถึงเกือบ 5 เท่า พร้อมคำถามว่า เป็นเพราะควบคุมโรคไม่ดีและปกปิดข้อมูลหรือไม่

ที่น่าสนใจคือ ตลอดเวลาที่กรมปศุสัตว์ไม่ยอมรับว่าโรค ASF ในสุกร ระบาดในไทย กลับพบว่ามีการใช้งบประมาณป้องกันและทำลายสุกรอย่างต่อเนื่อง โดยหากนับจากเริ่มตั้งไข่วางเกณฑ์ป้องกันโรค ASF ในปี 2562 จนถึงปี 2565 ครม. มีมติอนุมัติงบประมาณไปแล้วทั้งหมด กว่า 1,569 ล้านบาท

เริ่มจาก 9 เมษายน 2562 วงเงิน 53 ล้านบาท, 24 มีนาคม 2563 วงเงิน กว่า 523 ล้านบาท, 2 กุมภาพันธ์ 2564 วงเงินกว่า 279 ล้านบาท, 6 กรกฎาคม 2564 วงเงินกว่า 140 ล้านบาท และ 11 มกราคม 2565 วงเงินกว่า 574 ล้านบาท รวมใช้งบประมาณสำหรับเรื่องโรค ASF ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา 5 ครั้ง เป็นเงินกว่า 1,569 ล้านบาท

โดยในปีงบประมาณ 2563 ใช้งบประมาณทำลายสุกรไปแล้วมากกว่า 102 ล้านบาท ชดเชยให้กับเกษตรกร 6 จังหวัด ประกอบด้วย เชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน, ลำปาง, พะเยา และแม่ฮ่องสอน จำนวน 860 ราย ทำลายสุกรไป 26,006 ตัว

และใช้งบประมาณปี 2564 ทำลายสุกร ตั้งแต่เดือนตุลาคม-ธันวาคม 63 รวม 13 จังหวัด คือ 6 จังหวัดเดิม เพิ่มเติมอีก จังหวัดคือ แพร่, น่าน, แม่ฮ่องสอน, สระแก้ว, ตาก, นครราชสีมา, บุรีรัมย์ และชัยภูมิ จะเห็นได้ว่าการทำลายสุกรเริ่มขยายวงกว้างมากขึ้น จากเดิมอยู่ที่ภาคเหนือ กระจายมายังภาคอีสานและภาคตะวันออกด้วย มีเกษตรกรได้รับการชดเชย 1,441 ราย ทำลายสุกรไป 42,862 ตัว ใช้งบประมาณมากกว่า 177 ล้านบาท

ล่าสุด เมื่อวานนี้ (11 ม.ค.) ครม. เพิ่งมีมติอนุมัติงบประมาณปี 2565 วงเงิน 574.11 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายป้องกันโรค ASF และชดเชยให้เกษตรกร 4,941 รายที่ถูกทำลายสุกรไปแล้ว 159,453 ตัว ในพื้นที่ 56 จังหวัด ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม - 15 ตุลาคม ปีที่แล้ว

จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นว่าในช่วง 3 ปีงบประมาณ พื้นที่การทำลายสุกรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 6 เป็น 13 และพุ่งเป็น 56 จังหวัด ใช้บประมาณรวม 3 ปีงบประมาณสำหรับทำลายสุกร มากกว่า 853 ล้านบาท มีเกษตรกรได้รับเงินชดเชย 7,242 ราย ทำลายสุกรไปแล้ว 228,321 ตัว

นี่เป็นตัวเลขที่ปรากฏเป็นทางการ แต่ที่เสียหายจริงและเกษตรกรไม่เคยได้รับการชดเชย ที่มีการเปิดเผยกันออกมา คือ มีสุกรที่หายไปจากระบบ เกษตรกรทำลายกันเองโดยไม่ได้รับเงินชดเชยจากรัฐบาล เฉพาะในพื้นที่ราชบุรีที่มีการให้ข้อมูลกับทีมข่าวของเรา ก็มากกว่า 5 ล้านตัวแล้ว ซึ่งทำให้เกษตรกรทั้งรายย่อย รายกลาง ไม่เว้นแม้กระทั่งรายใหญ่ที่ทำอาชีพเลี้ยงสุกรมากว่า 50 ปี ก็ยังไปไม่รอด ถึงขั้นถูกฟ้องล้มละลายไปแล้ว