เจาะประเด็นข่าว 7HD

ตีตรงจุด : ผลกระทบโรค ASF ห่าหมู ระบาดถึงรัฐบาล

เจาะประเด็นข่าว 7HD - จากข้อมูลทั้งหมดที่เราไล่เรียงให้เห็นเมื่อสักครู่นี้ จะพบความจริงหลายอย่างที่สะท้อนถึงปัญหาโรค ASF มาตลอด 3 ปีที่ผ่านมา แต่กรมปศุสัตว์กลับเพิ่งยอมรับว่าพบโรค ASF ในไทยเมื่อวานนี้ (11 ม.ค.) กลายเป็นเหตุผลที่ทำให้ฝ่ายค้านจ่อเอาผิดนายกรัฐมนตรี และนำเรื่องไปซักฟอกในสภาด้วย กลายเป็นว่าโรคห่าหมูไม่ได้อยู่แค่ในฟาร์ม แต่ลามไปถึงรัฐบาลแล้ว

ก่อนจะไปดูความเคลื่อนไหวของฝ่ายการเมือง เราเติมข้อมูลเกี่ยวกับการพบกุนเชียงหมูจากไทยปนเปื้อนเชื้อ ASF ที่ไต้หวัน ตรวจเจอถึง 3 ครั้ง ในรอบ 2 เดือน คือ ปลายเดือนธันวาคม ปีที่แล้ว วันที่ 7 และ 10 มกราคม ปีนี้ ซึ่งในวันที่ 24 ธันวาคม ปีที่แล้ว นายสัตว์แพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ชี้แจงว่าเป็นกุนเชียงที่ผลิตในจังหวัดนครราชสีมา คาดว่าวัตถุดิบในการผลิตลักลอบนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน

จะเห็นได้ว่าสัญญาณที่บ่งชี้ถึงภัยคุกคามโรคระบาด ASF ในไทยมีมาอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อรัฐบาลไม่เคยยอมรับ ก็นำมาสู่การเปิดข้อมูลจากหลายภาคส่วน ทั้งจากเกษตรกร สมาคมที่เกี่ยวข้อง ฝ่ายการเมือง ไปจนถึงภาคีเครือข่ายคณบดีคณะสัตวแพทย์ศาสตร์ ซึ่งดูเหมือนเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้สังคมกดดันไปยังรัฐบาลอย่างหนัก จนในที่สุดกรมปศุสัตว์ก็ยอมรับว่ามีโรค ASF ในไทยจริง แต่ก็ไม่ทันแล้ว เพราะในมุมของฝ่ายค้าน เห็นว่ารัฐบาลปกปิด ทำผิดต่อประชาชน สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ โดยจะมีการไปยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. และยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ เพื่อซักฟอกเรื่องนี้ในสภาด้วย

ขณะที่ผลกระทบจากโรค ASF มีหลายด้าน ทั้งทำให้เกษตรกรล้มหายตายจากไปจำนวนมาก จนอาจนำไปสู่โครงสร้างอุตสาหกรรมสุกรที่จะมีแต่รายใหญ่และรายใหญ่ที่สุดครองตลาด ซึ่งสุดท้ายจะกลายเป็นผู้กำหนดกลไกตลาด ควบคุมราคาได้ ประชาชนอาจต้องซื้อหมูแพงมากขึ้น เพราะอุตสาหกรรมนี้ อาจไปอยู่ในมือคนไม่กี่กลุ่มเท่านั้น

อีกด้านหนึ่งคือ จะฟื้นฟูเกษตรกรให้กลับมาลืมตาอ้าปากอีกครั้งได้อย่างไร เพราะแม้ ธ.ก.ส. จะยอมปล่อยกู้ 30,000 ล้านบาท ให้สินเชื่อลงทุน แต่กลับไม่มีเกษตรกรกล้าลงทุน เพราะกลัวโรคระบาด จะทำให้ขาดทุนไม่รู้จบ สำคัญที่สุดจึงต้องกวาดล้างโรคระบาดให้ได้ รวมถึงการให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการฟาร์มให้ได้มาตรฐาน เพื่อให้ปลอดโรค

ส่วนปัญหาเรื่องส่งออกไม่ได้ เพราะหลังจากไทยพบเชื้อชนิดนี้ และรายงานไปยังองค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ หรือ OIE แล้ว ไทยจะถูกขึ้นตัวแดงห้ามส่งออกเป็นเวลา 5 ปี คือไปถึงปี 2570 แต่กรมปศุสัตว์คาดการณ์ว่าอาจยาวไปถึงปี 2573 นั้น ก็อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะคุมโรคได้เร็วแค่ไหน และจะสร้างความเชื่อมั่นต่อคู่ค้า ทั้งในแง่การส่งออกสุกรมีชีวิตและผลิตภัณฑ์แปรรูป ได้เร็วแค่ไหน

ขณะที่วันนี้ (12 ม.ค.) ทีมข่าวของเราก็พยายามติดต่อผู้บริหารสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งประเทศไทย แต่ได้รับการปฏิเสธที่จะให้ความเห็น โดยให้เหตุผลว่าทางสมาคมมีมติห้ามไม่ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้อีก

อีกประเด็นที่หลายคนอาจกังวล คือ หมูที่ติดโรค หากหลุดมาในตลาด กินเข้าไปแล้วจะติดโรคด้วยหรือไม่ เรื่องนี้ทางกรมปศุสัตว์ชี้แจงไว้ว่าไม่แพร่สู่คน และเชื้อจะตายเมื่อถูกความร้อน 70 องศาเซลเซียส ถ้าอาหารปรุงสุกก็จะไม่มีปัญหา แต่การปนเปื้อนเชื้อจะมีผลต่อการแพร่ระบาดของโรคต่อสุกรได้

อีกเรื่องที่อยู่ในใจประชาชนตอนนี้ คงอยากทราบว่า เมื่อไหร่ราคาเนื้อหมูจะกลับสู่ภาวะปกติ ซึ่ง นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งกำกับดูแลกรมปศุสัตว์ บอกว่า ฟื้นฟูภายในประเทศต้องใช้เวลาอาจไม่ทันการ จึงมีแผนที่จะขอนำเข้าเนื้อหมู ถ้ากระทรวงพาณิชย์อนุญาต ก็สามารถนำจากประเทศเพื่อนบ้านในราคาถูกได้ภายใน 3 วัน

แต่การนำเข้าเนื้อหมูก็ถูกคัดค้านจากสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เพราะเห็นว่าจะกระทบกับเกษตรกรในระยะยาว โดยประกาศตรึงราคาหน้าฟาร์มไว้ที่ 110 บาทต่อกิโลกรัม และขอให้รัฐเร่งช่วยเหลือเกษตรกรให้กลับมาเลี้ยงสุกรโดยเร็ว เพื่อเพิ่มผลผลิตในตลาด แต่วงจรการเลี้ยงหมูกว่าจะโตจนสามารถนำชำแหละเป็นเนื้อหมูได้ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ดังนั้นความหวังที่จะให้ราคาเนื้อหมูลดลงในเร็ววันนี้ อาจยังไม่ได้อย่างที่คิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงตรุษจีนที่กำลังจะมาถึง คาดว่าไม่ใช่แค่เนื้อหมูที่ราคาสูง แต่วัตถุดิบอื่นก็จะพุ่งสูงตามไปด้วย