รอบรั้วรอบโลก

โควิด-19 ในสหรัฐฯ ยังวิกฤต คาดผู้ป่วยในรพ.พุ่งทำลายสถิติแล้ว

สหรัฐอเมริกายังวิกฤต คาดว่าผู้ติดเชื้อล้นโรงพยาบาล ทำลายสถิติเก่าแล้ว "กระทรวงสุขภาพและบริการมนุษย์สหรัฐอเมริกา" เปิดเผยข้อมูลว่า ข้อมูลจากวันที่ 11 มกราคมที่ผ่านมา มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 รักษาตัวในโรงพยาบาลมากกว่า 140,000 คน ทำลายสถิติเก่าเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว แต่ก็ยังมีอีกหลายหน่วยงานที่ระบุว่ายอดผู้ป่วยในโรงพยาบาลยังไม่สูงขนาดนั้น จึงทำให้ประชาชนเกิดความสับสน
               
ขณะที่ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ อนุญาตให้ข้อบังคับให้บุคลากรทางการแพทย์ต้องฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ทุกคน บังคับใช้ทั่วประเทศได้ แต่ไม่อนุญาตให้ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีลูกจ้าง 100 คนขึ้นไป ต้องตรวจสอบประวัติการฉีดวัคซีนและการตรวจโรคของพนักงาน ทำให้ประธานาธิบดี "โจ ไบเดน" กล่าวว่า เขารู้สึกผิดหวังที่ศาลสูงสุดระงับข้อบังคับที่เกี่ยวกับการช่วยชีวิตประชาชนให้ปลอดภัย
            
ขณะที่ "ฝรั่งเศส" จะผ่อนคลายให้ผู้ที่เดินทางจากสหราชอาณาจักรที่ฉีดวัคซีนแล้วเข้าประเทศได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และไม่ต้องกักตัวแล้ว แต่ยังคงต้องตรวจโรคก่อนเดินทาง 24 ชั่วโมงตามเดิม หลังจากที่ห้ามคนจากสหราชอาณาจักรเข้าประเทศมาตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคมที่ผ่านมา เพื่อสกัดเชื้อ "โอมิครอน" ส่วนคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนจะต้องมีเหตุผลที่สมเหตุสมผลในการเข้าฝรั่งเศส และต้องกักตัว 10 วัน
                
ขณะเดียวกัน บรรดาครูในหลายเมืองทั่ว"ฝรั่งเศส" ได้ออกมารวมตัวประทวงต้านรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลมีมาตรการรับมือกับโรคโควิด-19 ในโรงเรียนอย่างชัดเจน และไม่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน เนื่องจากรัฐบาลได้สร้างความสับสน และไม่สามารถปกป้องนักเรียน และเจ้าหน้าที่จากการติดเชื้อได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในเรื่องของการสวมหน้ากากอนามัยและการตรวจโรค โดยสหภาพแรงงานครูคาดว่า มีครูจำนวนมากราว 75 เปอร์เซ็นต์ออกมาร่วมประท้วงในครั้งนี้ ทำให้โรงเรียนต่าง ๆ ต้องหยุดการเรียนการสอนชั่วคราว และเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ยังมีนักเรียนติดเชื้อไปแล้วกว่า 5 หมื่นคน จนทำให้ต้องหยุดเรียนกว่า 1 หมืื่นห้องเรียนเลยทีเดียว
               
ส่วนจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลก ล่าสุดพุ่งสูงกว่า 320.8 ล้านคน เสียชีวิตกว่า 5.5 ล้านคน โดยในวันนี้มี 8 ประเทศที่พบผู้ติดเชื้อในหลักแสนคน คือ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส อินเดีย อิตาลี สเปน ออสเตรเลีย อาร์เจนตินา และสหราชอาณาจักร