ข่าวดึก 7HD

แจ้ง 10 ข้อหา ฆ่าเสือโคร่งในเขตอุทยานฯ ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี

ข่าวดึก 7HD - ตำรวจแจ้งดำเนินคดี 5 นายพรานฆ่าเสือโคร่ง 2 ตัว ในเขตอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ 10 ข้อหาหนัก พร้อมคุมตัวไปชี้จุดยิงจุดชำแหละเนื้อ ขณะที่ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กำชับชุดสืบสวนให้ทำคดีนี้อย่างรอบคอบ รวมถึงมีความเชื่อมโยงไปยังกลุ่มขบวนการค้าสัตว์ป่าหรือไม่ 

ความคืบหน้าหลังจากกลุ่มพรานป่าประกอบด้วย นายกูกือ ยินดี อายุ 37 ปี, นายจอแห่ง พนารักษ์ อายุ 38 ปี, นายศุภชัย เจริญทรัพย์ อายุ 34 ปี, นายรัชชานนท์ เจริญทรัพย์ อายุ 30 ปี และนายโชเอ ไม่มีนานสกุล อายุ 66 ปี ได้เข้ามอบตัวกับตำรวจ สภ.ทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ในคดีฆ่าเสือโคร่ง 2 ตัว พร้อมแจ้งข้อหาทั้ง 5 คน รวม 10 ข้อหา อาทิ ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันเก็บหาของป่าอันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ โดยมิได้รับอนุญาต ร่วมกันล่อหรือนำสัตว์ป่าออกไปหรือกระทำให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ป่าด้วยประการใด ๆ ในเขตอุทยานแห่งชาติ ร่วมกันล่าสัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันมีซากสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นต้น

วันนี้ ตำรวจ สภ.ทองผาภูมิ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ,เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ นำตัวผู้ต้องหา กลุ่มพรานป่าทั้ง 5 คน ที่เข้าไปลักลอบล่าและชำแหละเสือโคร่งภายในเขตอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ เดินทางเข้าไปชี้จุดก่อเหตุ รวมถึงทำการตรวจสถานที่เกิดเหตุ และเก็บพยานหลักฐานต่าง ๆ รวมถึง DNA ในจุดเกิดเหตุ สำหรับไว้ใช้ประกอบสำนวนในการพิจารณาคดีเอาผิดกับกลุ่มผู้ก่อเหตุทั้ง 5 คน

ต่อมาช่วงบ่ายวันนี้ พลตำรวจเอก รอย อิงคไพโรจน์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ผู้แทนจากกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช, รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี และผู้แทนจากหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงผลการจับกุมกลุ่มพรานป่า 5 คน โดย รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เน้นย้ำให้ชุดสืบสวน ทำคดีด้วยความละเอียดรอบคอบ โดยเฉพาะประเด็น พฤติกรรมของกลุ่มพรานป่า จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการล่าสัตว์ป่าส่งขายให้กับนายทุนหรือไม่ เนื่องจากเสือโคร่ง ถือเป็นสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ในบัญชีที่ 1 ของไซเตส ซึ่งห้ามค้าขาย ส่งออก และห้ามล่าอย่างเด็ดขาด โดยต้องดำเนินการสืบสวนอย่างละเอียดว่ากลุ่มพรานป่า ล่าเพื่อส่งขายให้กับกลุ่มนายทุน และส่งออกไปยังต่างประเทศหรือไม่

ขณะที่ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ได้ชี้แจงประเด็นการตรวจพบปืนลูกซองในจุดเกิดเหตุเป็นปืนของทางราชการจริง โดยมีการส่งมอบให้กับทางอำเภอทองผาภูมิ และได้ส่งมอบต่อให้กับผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 บ้านปิล๊อกคี่ เมื่อปี 2554 ส่วนทางผู้ใหญ่บ้านจะมีการส่งมอบต่อให้กับใครจนกระทั่งมาอยู่ในจุดเกิดเหตุได้อย่างไรนั้น ทางตำรวจจะต้องทำการสืบสวนอย่างละเอียดอีกครั้ง ในส่วนของการตรวจสอบซากเสือโคร่งทั้ง 2 ตัว ว่า หากพบว่าถูกคมกระสุน มาจากปืนลูกซองของทางราชการ ก็จะต้องขยายผลไปถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ใหญ่บ้าน ที่เป็นผู้รับมอบปืนกระบอกดังกล่าว โดยทางตำรวจ ยืนยันว่าจะทำคดีนี้ อย่างตรงไปตรงมา

เราไปดูประเด็นว่าเสือสองตัวนี้ มีถิ่นที่อยู่อาศัยที่ใดเป็นเสือในพื้นที่หรือไม่ ผู้อำนวยการสำนักพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) บอกว่า ตอนนี้ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบ เพราะไม่เคยพบเสือโคร่งในพื้นที่นี้

นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) เปิดเผยว่า ได้ทำการผ่าพิสูจน์ซากเสือโคร่งทั้ง 2 ตัว แล้วพบว่า เป็นการจ่อยิง โดยผู้ต้องหามีพฤติการณ์ล่าเสือโคร่งด้วยการร่วมกันขุดหลุมดักเอาไว้ โดยนำวัวมาวางเป็นเหยื่อล่อ เมื่อเสือโคร่งลงไปในหลุมเพื่อกินเหยื่อ จึงเชื่อว่าน่าจะมีการวางแผนล่วงหน้า ส่วนถิ่นที่อยู่อาศัยของเสืออยู่ระหว่างการตรวจสอบ

ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ตำบลปิล๊อก เปิดเผยว่า การนำวัวเข้าไปเลี้ยงในผืนป่า เป็นวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นี่ เนื่องจากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิกราลงกรณ มีระดับน้ำสูงท่วมพื้นที่หน้าเขื่อน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านจะนำวัว-ควายไปเลี้ยง ดังนั้นจึงต้องอพยพวัว-ควายขึ้นไปเลี้ยงยังบริเวณพื้นที่ในป่าด้านบน ทั้งที่บริเวณต้นลำห้วย และตรงจุดเกิดเหตุ กว่าเขื่อนระบายน้ำออก และระดับน้ำลดลง จะต้องใช้เวลานานหลายเดือน เมื่อระดับน้ำลดลง ชาวบ้านก็จะอพยพวัว-ควาย กลับมาเลี้ยงยังจุดเดิม สำหรับผู้ต้องหาที่จับกุมได้ ซึ่งเป็นลูกบ้านของตน ไม่ได้มีวิถีชีวิตในการล่าสัตว์ป่า หรือมีอาชีพเป็นพรานแต่อย่างใด เพียงแต่ไปสร้างกระต๊อบไว้เพื่อนำวัว-ควายเข้าไปเลี้ยงเท่านั้น