ข่าวภาคค่ำ

คอลัมน์หมายเลข 7 : 9 ปี คดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นฯ ความสูญเสียที่ยังเรียกคืนไม่ได้

ข่าวภาคค่ำ - คอลัมน์หมายเลข 7 วันนี้ ตามคดีฉ้อโกงสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น ที่แม้วันนี้จะมีการดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำการฉ้อโกงและศาลมีคำสั่งให้ชดใช้เงินคืนให้กับสหกรณ์ฯและผู้เสียหาย พร้อมดอกเบี้ย แต่จนวันนี้ความเสียหายและความเดือดร้อนของสมาชิกสหกรณ์ก็ยังเรียกคืนกลับมาไม่ได้ ติดตามจากรายงาน

9 ปี คดีสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น พัวพันการยักยอกเงินกว่า 10,000 ล้านบาท ของ นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตผู้บริหารสหกรณ์ฯ ที่ในขณะนี้ชดใช้กรรมอยู่ในเรือนจำ แต่ผู้เสียหายจำนวนมากยังไม่ได้รับการชดเชยอย่างครบถ้วน

ปัญหาที่เกิดขึ้น เริ่มในปี 2556 มีการแย่งชิงอำนาจบริหารภายในสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น ทำให้สหกรณ์เกิดปัญหาขาดสภาพคล่อง จนสมาชิกสหกรณ์จำนวนมาก ไม่สามารถเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของตัวเองได้ เจ้าหนี้สมาชิกจากสหกรณ์กว่า 70 แห่ง ที่นำเงินมาฝากไว้ ได้รับความเดือดร้อนลามเป็นลูกโซ่ จากปัญหาการทุจริต ฉ้อโกง ยักยอกทรัพย์ของผู้บริหาร และคณะ

หลังเกิดปัญหา สมาชิกของสหกรณ์ฯจำนวนหนึ่ง รวมตัวกันไปร้องทุกข์กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ขอให้รับคดี และดำเนินคดี ภายหลังจาก DSI รับทำคดี ต่อมาไม่นาน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินก็มีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์อดีตผู้บริหาร และมีคำสั่งชดใช้เงินจำนวนกว่า 3,800 ล้านบาท คืนให้กับสหกรณ์ฯ และผู้เสียหาย พร้อมดอกเบี้ย รวมทั้งขยายผลดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งศาลสั่งให้ชดใช้เงินคืนตามจำนวนพฤติกรรมกระทำความผิด พร้อมทั้งมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเพื่อการชำระหนี้ที่คงค้างให้แก่สมาชิกและเจ้าหนี้ รวมถึงสมาชิกสหกรณ์กว่าแสนรายที่เป็นเจ้าหนี้

คอลัมน์หมายเลข 7 ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้ากับสมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น จำนวนหนึ่ง ซึ่งได้รับความเดือดร้อนจากทุจริตโกงเงินไปทำธุรกิจแชร์ลูกโซ่ ฉ้อโกง ยักยอกทรัพย์ แต่จนถึงขณะนี้ พวกเขาและสมาชิกอีกหลายพันคนยังได้รับการชำระเงินคืนไม่ถึงครึ่ง ต้องก้มหน้ารับชะตากรรมที่ยังไม่รู้ว่าช่วงสุดท้ายของชีวิตจะได้กลับคืนมาครบหรือไม่

ความหวังของเจ้าหนี้รายย่อย ที่หวังจะได้เงินคืนยิ่งดูริบหรี่ เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ปีที่แล้ว ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น โดยมีการประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา

ทุกความเสียหายจากการทุจริต แม้คนทำผิดจะติดคุกไปแล้ว แต่ยังมีเหยื่อจำนวนไม่น้อยที่ยังคงเจ็บปวดกับการฉ้อฉล บางคนเสียเงินเก็บทั้งชีวิต โดยไม่อาจเรียกคืน