เจาะประเด็นข่าว 7HD

ตีตรงจุด : สายเขียวใจเย็น อยากปลูกกัญชา รอกฎหมายก่อน

เจาะประเด็นข่าว 7HD - ตีตรงจุด วันนี้ เอาใจสายเขียว ไปตีตรงจุดกับประเด็นที่ยังถูกถกเถียงอย่างกว้างขวาง กับประเด็นกัญชา ที่แม้จะมีการปลดล็อกแล้ว โดยพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 แต่ภาพที่เห็นยังขัดแย้ง เพราะตำรวจยังจับกุมอย่างต่อเนื่อง แม้ปลูกเพียงต้นเดียว

แบบนี้ผิดแน่ ๆ ไม่ต้องสับสน หรือถกเถียงกันให้วุ่นวาย เพราะกัญชาเพื่อสันทนาการ ยังไม่มีการปลดล็อก มีแต่กัญชาเพื่อการแพทย์ และผลิตอาหาร ที่ได้รับการปลดล็อกแล้ว

โดยภาพที่ท่านผู้ชมเห็นไปเมื่อสักครู่นี้ เป็นเหตุการณ์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ตำรวจ สน.สายไหม ขอหมายค้น บุกปีนบ้านผู้ต้องหา ซึ่งเป็นวัยรุ่นที่ขายกัญชาอัดแท่งทางออนไลน์ 4 คน พร้อมของกลางกัญชาแห้งอัดแท่ง น้ำหนักรวมกว่า 325 กิโลกรัม, อาวุธปืน 2 กระบอก

เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การว่า ซื้อกัญชาแห้งอัดแท่งมาจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อจำหน่ายทางออนไลน์ให้ลูกค้าที่สั่งซื้อผ่านเฟซบุ๊ก โดยบริการจัดส่งพัสดุทางไปรษณีย์ทั่วไทย ทำมาแล้วประมาณ 1 ปี กระทั่งมาถูกจับกุมในที่สุด

ค้ากัญชาเพื่อสันทนาการแบบนี้ ไม่มีใครตั้งข้อสงสัย ปลายทางคุกแน่ ๆ แต่ที่กลายเป็นประเด็นร้อน คือ การตั้งคำถามกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ทำไมต้องไปจับกุมคนที่เขาปลูกแค่ต้นเดียว หรือจำนวนน้อยเพื่อรักษาตัว ซึ่งปัญหาก็เกิดจากการตีความกฎหมายไม่ตรงกัน

ในขณะที่ฝ่ายการเมืองยืนยัน ปลดล็อกแล้ว แต่ผู้ปฏิบัติอย่าง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. ระบุว่า แม้กฎหมายจะแก้ไขให้สามารถปลูกได้แล้วก็จริง แต่มีเงื่อนไขว่า การปลูกกัญชาจะต้องได้รับอนุญาตก่อน ถ้าไม่ได้ขออนุญาต ถือว่าผิดกฎหมาย เพราะไม่ว่าอย่างไร กัญชาก็เป็นยาเสพติดประเภท 5 ในหลักการปฏิบัติของสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จึงประกาศชัดว่ายังเดินหน้าจับกุมเหมือนเดิม เว้นแต่จะมีการแก้กฎหมายใหม่

ถือเป็นการตีความกฎหมายที่ต่างจากฝ่ายการเมือง ซึ่งยืนยันว่าพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 กำหนดให้สารสกัดที่ออกมาจากกัญชา และมีค่า THC มากกว่า 0.2% คือ สารเสพติด ไม่ได้กล่าวถึงตัวต้นกัญชา แต่ถ้าเกิน 0.2% ต้องใช้ตามเจตนารมณ์ของอนุสัญญาเดี่ยวว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ และต้องมีการจดแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ถือเป็นกฎหมายแม่ ที่จะไม่มีกฎหมายใดมามีความสำคัญมากกว่า หากจะแก้ไขต้องออกกฎกระทรวง หรือระเบียบปฏิบัติควบคู่เท่านั้น

มีข้อมูลที่น่าสนใจ การวิจัยพบว่า โอกาสเสพติดของผู้ที่ใช้ สุรา บุหรี่ และกัญชาครั้งแรก พบว่าผู้ที่ใช้บุหรี่ครั้งแรก มีโอกาสติดถึง 67% ส่วนสุราอยู่ที่ 22% แต่กัญชาผลวิจัยพบว่าอยู่ที่ 8% เท่านั้น ที่สำคัญมีการเทียบเคียงผลกระทบ ข้อดีข้อเสียของ สุรา บุหรี่ และกัญชา ในการตรากฎหมาย พบว่า กัญชา เสพติดยากกว่าสุรา และบุหรี่ ซึ่งกัญชาต่างจากสุรา และบุหรี่ เพราะมีสรรพคุณทางยา และมีประโยชน์ต่อสุขภาพ

ความสับสนเรื่องกฎหมาย กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำให้กระทรวงสาธารณสุข นั่งไม่ติด เดิมวันนี้ คณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. เสนอให้คณะกรรมการควบคุมยาเสพติด ปลดล็อกกัญชา กัญชง ออกจากการเป็นยาเสพติดประเภทที่ 5 โดยสิ้นเชิง เหลือไว้แค่สารสกัดเท่านั้น ที่ยังถือเป็นยาเสพติดประเภทที่ 5 แต่มีการเลื่อนการประชุมออกไปเป็นวันพรุ่งนี้ (20 ม.ค.)

ซึ่งหากคณะกรรมการควบคุมยาเสพติด เห็นชอบ ก็จะส่งต่อให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ที่มี นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เป็นประธานพิจารณาต่อไป