เจาะประเด็นข่าว 7HD

ตีตรงจุด : ทิศทาง อนาคตธุรกิจกัญชาไทย

เจาะประเด็นข่าว 7HD - ปิดท้ายตีตรงจุดเรื่องกัญชา แม้กฎหมายจะยังไม่ชัดเจน แต่ธุรกิจเกี่ยวเนื่องถูกปลดล็อก อย่างผลิตภัณฑ์อาหารจากกัญชา ที่วันนี้บริษัทนายทุนหลายเจ้า ประกาศตัวพร้อมออกผลิตภัณฑ์ขายแล้ว แต่ชาวบ้านที่กำลังทรัพย์ไม่เพียงพอ ต้องจับกลุ่มในลักษณะวิสาหกิจชุมชน สุดท้ายจะถูกกินรวบโดยนายทุนหรือไม่

เรื่องนี้เดิมที กระทรวงสาธารณสุข ปลดล็อกให้ใช้กัญชาและกัญชง สามารถใช้การผลิตอาหารได้ตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564 เพราะประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 427) พ.ศ.2564 ภายใต้ พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 เรื่องผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนผสมของกัญชา หรือกัญชง ลงนามโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2564 เป็นการปลดล็อกธุรกิจอาหาร กัญชา กัญชง ไปโดยปริยาย

นายทุนใหญ่ต่างตบเท้าแสดงความต้องการที่จะเดินหน้าธุรกิจที่มีกัญชาเป็นส่วนผสม อย่างบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ประกาศว่าพร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด เมื่อคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ประกาศชัดเจนเรื่องการกำหนดสัดส่วนของส่วนผสมสารสกัดกัญชงในอาหาร ว่าต้องมีปริมาณเท่าไร

เช่นเดียวกับบริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายถุงมือยาง และผลิตภัณฑ์ยางรายใหญ่ของประเทศไทย ประกาศลงทุนปลูกกัญชง 100-200 ไร่ โดยจะเริ่มราวกลางปีนี้ และใช้เวลา 4 เดือน ให้พืชเติบโต และเก็บเกี่ยวผลผลิตช่วงปลายปี ได้แก่ ช่อดอก และเมล็ดพันธุ์กัญชง เพื่อขายต่อให้โรงงานสกัดน้ำมันซีบีดี (CBD Oil) สำหรับนำไปใช้เป็นส่วนผสมผลิตภัณฑ์บางประเภท เช่น เครื่องสำอาง เครื่องดื่ม

แต่เงื่อนไขหลักคือ การดำเนินการทั้งหมดผู้ที่เข้ามาในทำธุรกิจ มีเพียงหน่วยงานรัฐ, ผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์, สถาบันอุดมศึกษาที่ศึกษาวิจัย, เกษตรกรรมที่รวมกลุ่มกันจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจเพื่อสังคม, สหกรณ์การเกษตร ร่วมกับหน่วยงานของรัฐเท่านั้น ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดในพื้นที่ หรือ อย. อนุญาตเท่านั้น

เรื่องนี้ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. เปิดเผยว่า ความคืบหน้ากระบวนการ กำหนดระบุชื่อยาเสพติดประเภท 5 ตามนโยบายรัฐบาล จากเดิมใช้ได้แค่บางส่วนของต้นกัญชา แต่ครั้งนี้ช่อดอก และเมล็ด ก็จะใช้ได้ตามภูมิปัญญา เพื่อใช้ดูแลด้านสุขภาพ

ส่วนการยื่นจดทะเบียนขออนุญาตใช้กัญชาและกัญชง ในการผลิตอาหารและเครื่องสำอาง เบื้องต้นมีการยื่นขออนุญาตผลิตอาหารประมาณ 10 กว่ารายการ ส่วนเครื่องสำอาง ประมาณ 200 กว่ารายการ โดยในส่วนของวิสาหกิจชุมชน เป็นการยื่นขออนุญาตขอปลูกมากกว่า ส่วนการยื่นจดทะเบียนผลิตภัณฑ์ ส่วนใหญ่จะเป็นในรูปแบบบริษัท นิติบุคคล

สำหรับทิศทางธุรกิจกัญชา นายกสมาคมการค้าอุตสาหกรรมกัญชงไทย มองว่า หลายอย่างไม่สามารถตอบได้ชัดเจนในตอนนี้ ต้องรอรายละเอียดและขั้นตอนข้อกฎหมายที่จะออกมาก่อน ว่ามีอะไรบ้าง และจะมีผลต่อผู้ประกอบการไม่ว่าจะเล็ก กลาง ใหญ่อย่างไร โดยเฉพาะการตีความกฎหมาย แต่การเปิดโอกาสให้ใช้ประโยชน์จากกัญชา และกัญชงได้ ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะมีงานวิจัยว่าสารสกัดในกัญชามีประโยชน์นำไปใช้ทางการแพทย์ พัฒนาต่อยอดเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ช่วยเหลือคนได้

ก่อนหน้านี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เคยเปิดข้อมูลตลาดกัญชาทั่วโลกภายในปี 2567 จะมีมูลค่าสูงถึงกว่า 1 แสนล้านบาท 60% เป็นตลาดทางการแพทย์ และ 40% เป็นตลาดเพื่อการสันทนาการ ส่วนประเทศไทย คาดว่าตลาดกัญชาทางการแพทย์จะมีมูลค่าราว 3,600-7,200 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 0.02-0.04% ของจีดีพีเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจยังมองการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านนี้ว่าไปได้อีกไกล และไม่ใช่แค่ประโยชน์ทางการแพทย์ แต่ยังรวมไปถึงประโยชน์ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ทั้ง พลังงาน สิ่งทอ เคมี รถยนต์ แต่ทั้งหมดนี้ต้องรอความชัดเจนและรายละเอียดของกฎหมายที่จะออกมาก่อน ซึ่งสุดท้ายปัญหาทั้งหมดก็จะวนกลับไปที่ฝ่ายการเมือง และฝ่ายข้าราชการ จะตกลงกันอย่างไร ซึ่งต้องติดตามดูว่าระเบียบกฎเกณฑ์ที่ออกมา จะสร้างโอกาสในระบบเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียม เกษตรกรเข้าถึงได้มากน้อยขนาดไหน