ข่าวในพระราชสำนัก

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี

เวลา 09.21 น. วันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปยังอาคารหอประชุมธำรง บัวศรี มหาวิทยาลัยบูรพา อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2561 และประจำปีการศึกษา 2562 เป็นวันแรก ในการนี้ ถวายปริญญาบัตรแด่พระสงฆ์ 5 รูป แล้วพระราชทานปริญญากิตติมศักดิ์แก่ผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน, พระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาเอก ปริญญาโท ปริญญาตรี จำนวน 23 คณะ 4 วิทยาลัย ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี และโครงการจัดตั้งคณะพาณิชยศาสตร์และบริหารธุรกิจ รวม 2,930 คน

โอกาสนี้ พระราชทานพระราโชวาทความตอนหนึ่งว่า "บัณฑิตทั้งหลายได้ชื่อว่าเป็นผู้ประสบความสำเร็จในการศึกษา แต่ละคนคงจะได้นำความรู้ทั้งปวงที่เล่าเรียนมา ไปสร้างสรรค์ความสำเร็จในหน้าที่การงานต่อไป แต่นอกจากความรู้ในหลักวิชาแล้ว การประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ดีที่ถูกต้อง ก็เป็นปัจจัยสำคัญอย่างมากต่อการสร้างสรรค์ความสำเร็จ บัณฑิตทุกคนจึงต้องยึดมั่นในคุณธรรมความสุจริต ประกอบกิจการงานด้วยความอดทนพากเพียร รู้หน้าที่และปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยเต็มกำลังความรู้ความสามารถ และพร้อมที่จะเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อยังประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม หากบัณฑิตเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยความรู้และคุณธรรมดังกล่าวนี้ ความสำเร็จในการประกอบกิจการงานของแต่ละคน ก็จะประสานส่งเสริมกันเป็นความเจริญอันแท้จริงและยั่งยืนของประเทศชาติ"

เวลา 13.25 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังคณะเภสัชศาสตร์ ทรงเปิด "อาคาร 10 ปี เภสัชศาสตร์บูรพา" ซึ่งสร้างขึ้นเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสูง 12 ชั้น พร้อมชั้นดาดฟ้า เพื่อใช้ในการเรียนการสอนของคณะฯ ภายในประกอบด้วยห้องต่าง ๆ อาทิ ห้องประชุม ที่รองรับการประชุมวิชาการและนิทรรศการทั้งระดับชาติและนานาชาติ, ห้องบรรยาย, ห้องปฏิบัติการวิจัย, ห้องเอกสารอ้างอิงทางเภสัชศาสตร์, ศูนย์และสถานที่ผลิตเครื่องสำอาง เพื่อรองรับหลักสูตรวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเครื่องสำอาง ที่จะเปิดรับนิสิตรุ่นแรกในปี 2565 นอกจากนี้ พื้นที่ชั้น 8 ได้รับเลือกให้เป็นที่ตั้งของศูนย์บริการทดสอบทางการแพทย์จีโนมิกส์ ภายใต้แผนปฏิบัติการบูรณาการทางการแพทย์จีโนมิกส์ประเทศไทย รวมทั้งเป็นที่ตั้งของโรงงานและศูนย์วิเคราะห์สารสกัดและยาสมุนไพร ภายใต้โครงการสนับสนุนพัฒนายาจากสารสกัดพืชสมุนไพร ที่ได้รับการส่งเสริมการปลูกในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งทั้ง 2 โครงการ จะดำเนินการก่อสร้างและปรับปรุงให้แล้วเสร็จภายในปี 2565

ในการนี้ ทอดพระเนตรนิทรรศการต่าง ๆ ของคณะเภสัชศาสตร์ อาทิ โครงการพระราชทานความช่วยเหลือแก่ราชอาณาจักรกัมพูชา ด้านการศึกษา ที่ดำเนินโครงการฯ มาตั้งแต่ปีการศึกษา 2556-2562 มีผู้สำเร็จการศึกษา 4 คน และกำลังศึกษาอยู่ 8 คน, โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากจากสารสกัดชันของชันโรง ซึ่งเป็นผึ้งขนาดเล็กที่ไม่มีเหล็กไนและช่วยผสมเกสร เพิ่มผลผลิตพืชเศรษฐกิจหลายชนิด โดยจังหวัดจันทบุรี เป็นพื้นที่หลักของการเลี้ยงชันโรง ชาวบ้านมักใช้ชันของชันโรงเคี้ยว เพื่อบรรเทาอาการปวดเหงือก ปวดฟัน และสมานแผลในปาก จากการวิเคราะห์หาสารออกฤทธิ์ พบว่าเป็นสารที่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่หลากหลาย ได้แก่ ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และต้านเชื้อแบคทีเรีย คณะวิจัยจึงนำชันจากชันโรงมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากที่มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับ และสามารถถ่ายทอดให้เกษตรกรสามารถผลิตได้เอง ช่วยป้องกันการกีดกันทางการค้าและสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน ส่วนการพัฒนาและประเมินพลาสเตอร์ปิดแผลแบบเหลว ชนิดกันน้ำ ที่บรรจุสารสกัดใบสาบเสือ ซึ่งมีฤทธิ์ห้ามเลือดและช่วยสมานแผล ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และต้านเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง โดยข้อดีของพลาสเตอร์ปิดแผลนี้ คือ ใช้งานสะดวก มีความยืดหยุ่น เกาะผิวหนังได้ดี สามารถใช้กับรอยโรคทุกส่วนของร่างกายแม้บริเวณซอกเล็ก ๆ และฟิล์มเรียบเนียนไปกับผิว โปร่งใสจึงไม่เป็นที่สังเกตให้เห็นง่าย

เวลา 14.02 น. เสด็จพระราชดำเนินไปยังคณะวิศวกรรมศาสตร์ ทรงเปิด "EEC Automation Park" ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์เครือข่ายการพัฒนาบุคลากรด้านระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ของอีอีซี ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โดยมีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างมหาวิทยาลัยบูรพา และบริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อปี 2562 เพื่อพัฒนาบุคลากรภาคอุตสาหกรรม นิสิต นักศึกษา และนักเรียน ให้มีทักษะด้านระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์ผ่านการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่การขับเคลื่อนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดยเปิดดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2563 เพื่อให้เกิดการปรับปรุงภาคการผลิตไปสู่โรงงานอัจฉริยะ ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษากว่า 50 แห่ง

ภายใน EEC Automation Park มีการนำเสนอนิทรรศการ "ชุดสาธิตระบบอัตโนมัติการผลิต" ที่จำลองระบบสายการผลิตที่ผสมผสานการนำเทคโนโลยีด้านระบบอัตโนมัติโรงงาน และเทคโนโลยีด้านสารสนเทศเข้าด้วยกัน ซึ่งจะใช้เป็นต้นแบบให้กับโรงงานอุตสาหกรรม โดยแสดงถึงความสามารถในการนำข้อมูลที่หลากหลายมาผสมผสาน เพื่อการวางแผนการผลิต การซ่อมบำรุงเครื่องจักร รวมทั้งการบริหารจัดการงานได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที ส่งผลให้ควบคุมและลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ มีนิทรรศการการขนย้ายสินค้าด้วยหุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติ, ระบบการจัดเก็บคลังสินค้าแบบอัตโนมัติ ซึ่งเป็นการจัดเก็บสินค้าในรูปแบบตะกร้า หรือกล่อง มีความเร็วในการจัดเก็บมากกว่า 500 กล่องต่อชั่วโมง และระบบอัตโนมัติช่วยหมอตรวจโควิด-19 ที่ช่วยขนย้ายหลอดที่มีสารคัดหลั่ง สำหรับตรวจหาเชื้อโควิด-19 โดยระบบนี้จะอำนวยความสะดวกแก่บุคลากรทางการแพทย์ และลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 ด้วย

ข่าวอื่นในหมวด