7HD ร้อนออนไลน์

รัฐบาลเข้มตรวจสต็อกหมู ปศุสัตว์รายงานพบสต็อกหมู 13.41 ล้านกิโลกรัม จากการตรวจห้องเย็น 539 แห่ง

วันนี้ (24 ม.ค.65) น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้กรมปศุสัตว์ติดตามตรวจสอบปริมาณสุกรในห้องเย็นทั่วประเทศอย่างเข้มงวด โดยเป็นการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ปกครอง และเจ้าหน้าที่พาณิชย์ ซึ่งตัวเลขล่าสุด ณ วันที่ 23 ม.ค.2565 กรมปศุสัตว์รายงานว่า มีการดำเนินการทั้งหมดไปแล้ว 539 แห่ง (ตัวเลขสะสมนับตั้งแต่วันที่ 20-23 ม.ค.2565) พบเนื้อสุกรรวม 13.41 ล้านกิโลกรัม และทางกรมปศุสัตว์จะเดินหน้าตรวจสอบห้องเย็นที่มีสินค้าปศุสัตว์ที่เหลือให้ครบ ซึ่งจะมีอีกประมาณห้าร้อยกว่าแห่ง หากตรวจสอบโดยละเอียดพบมีการกักตุน ผู้กระทำผิดจะถูกดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด และเนื้อสุกรจะถูกสั่งให้จำหน่ายตามราคาที่ทางการกำหนดต่อไป

สำหรับข้อมูลการเลี้ยงสุกรในปัจจุบัน ณ เดือน ม.ค. 2565 กรมปศุสัตว์รายงาน มีเกษตรกรผู้เลี้ยง 1.07 แสนราย จำนวนสุกร 10.84 ล้านตัว แบ่งเป็น สุกรพ่อพันธุ์ 4.9 หมื่นตัว สุกรแม่พันธุ์ 9.79 แสนตัว และสุกรขุน 9.56 ล้านตัว เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว พบว่าจำนวนสุกรทั้งหมดลดลงร้อยละ 11.81 แยกเป็น สุกรพ่อพันธุ์ลดลงร้อยละ 41.1 สุกรแม่พันธุ์ลดลงร้อยละ 11.16 จำนวนสุกรขุนลดลง ร้อยละ 13.9  และในปีนี้ มีการขยายการเลี้ยงสุกรในพื้นที่ใหม่ ส่วนพื้นที่เดิมที่เป็นแหล่งผลิตสำคัญมีการเลี้ยงลดลง ฟาร์มขนาดกลางมีจำนวนเกษตรกรเพิ่มขึ้น และขยายการเลี้ยงเพื่อให้ได้ปริมาณที่เหมาะสม ส่วนฟาร์มขนาดใหญ่มีจำนวนเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่แต่เป็นการเลี้ยงที่ลดความหนาแน่นของสุกรในฟาร์ม

ขณะที่ควบคู่ไปกับการป้องกันการกักตุนเนื้อสุกร รัฐบาลยังเร่งดำเนินการหลายมาตรการเพื่อแก้ปัญหาเนื้อสุกรราคาแพง ด้วยมาตรการหลายระยะ ได้แก่ การงดส่งออกสุกรมีชีวิตเป็นเวลาสามเดือน ช่วยเหลือราคาอาหารสัตว์แก่เกษตรกร สถาบันการเงินจัดสินเชื่อพิเศษเพื่อให้เกษตรกรกลับมาเลี้ยงใหม่ ซึ่งเรื่องเตรียมเข้า ครม. การ ตรึงราคาจำหน่ายที่เหมาะสมสอดคล้องกับต้นทุน การเพิ่มกำลังการผลิตแม่สุกรทดแทน การส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รวมทั้งเร่งศึกษาวิจัยยาและสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันโรคระบาด อีกทั้งให้มีการยกระดับมาตรฐานฟาร์มเกษตรกรเพื่อป้องกันโรคระบาด และส่งเสริมให้ปรับปรุงเป็นฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรค

รองโฆษกรัฐบาล กล่าวด้วยว่า จากข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมกันเข้าไปตรวจสต็อกเนื้อสุกร หากพบการกักตุนหรือฉวยโอกาสขึ้นราคาจะถูกดำเนินคดีขั้นสูงสุด กรณีที่ตรวจพบว่า มีการรายงานตัวเลขการครอบครองเนื้อสุกรไม่ตรงกับที่แจ้งพาณิชย์จังหวัด จะเข้าข่ายเป็นการกักตุนหรือไม่นั้น เจ้าหน้าทีจะทำการตรวจสอบอย่างละเอียด

ทั้งนี้  ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 กำหนดว่า กรณีที่ไม่แจ้งปริมาณสต็อกถือว่ามีความผิด มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท และปรับอีกวันละ 2,000 บาท ตลอดระยะเวลาฝ่าฝืน ส่วนในกรณีที่แจ้งแล้ว ต้องตรวจสอบต่อไปว่าแจ้งด้วยข้อมูลที่ถูกต้องหรือไม่ หากแจ้งด้วยข้อมูลที่เป็นเท็จ จะมีความผิดอีกเช่นกัน หากตรวจสอบแล้วพบว่ามีการกักตุน หมายถึงการปฏิเสธการจำหน่าย ทั้งที่มีสินค้าและมีผู้ขอซื้อสินค้าเข้ามาแต่ไม่จำหน่าย มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หากประชาชนพบการกระทำความผิดหรือสงสัยว่าเป็นการกระทำความผิด  ขอให้แจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือ สายด่วนกรมปศุสัตว์ 063-225-6888 เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้ลงไปตรวจสอบและดำเนินการได้ทันที

ข่าวที่เกี่ยวข้อง