7HD ร้อนออนไลน์

กต.เผย ซาอุฯ เร่งทำเอ็มโอยูด้านแรงงานภายใน 2 เดือน เล็งผลักดันแต่งตั้งทูตเริ่มสัมพันธ์ในศักราชใหม่ระหว่างกัน

วันนี้ (26 ม.ค.65) นายธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงมูลค่าการค้าระหว่างประเทศไทยและซาอุดีอาระเบีย รวมถึงจำนวนแรงงานไทยในซาอุดีอาระเบียที่ผ่านมา รวมถึงการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการะทรวงกลาโหม เยือนซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสให้แรงงานไทย ว่าในการเยือนของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ มีประเด็นสำคัญอย่างหนึ่งคือเรื่องแรงงาน โดยฝ่ายซาอุดีอาระเบียแจ้งว่า ต้องการจัดหาแรงงานดีมีฝีมือ ตั้งเป้าให้ได้ 8 ล้านคน ซึ่งเป็นโอกาสที่ดียิ่งสำหรับแรงงานไทย ที่ฝ่ายซาอุดีอาระเบียประสงค์ผลักดันความร่วมมือด้านแรงงานโดยเร็วในภาคบริการ โรงแรม สุขภาพ และอุตสาหกรรมก่อสร้างขนาดใหญ่

นายธานี กล่าวอีกว่า ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องว่า หากเร่งรัดความร่วมมือได้โดยเร็ว จะสร้างผลประโยชน์อย่างมากต่อทั้งสองประเทศ ซึ่งโครงการอยู่ระหว่างการก่อสร้างและพัฒนาของซาอุดีอาระเบีย ยังคงต้องการการสนับสนุนจากต่างชาติ ทั้งในด้านการบริหารจัดการการท่องเที่ยวและด้านแรงงานจำนวนมาก จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการ รวมทั้งแรงงานฝีมือและกึ่งฝีมือของไทยได้เข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งก่อนการลดความสัมพันธ์การทูตระหว่างกัน เคยมีแรงงานไทยในซาอุดีอาระเบียกว่า 300,000 คน สร้างรายได้ส่งกลับไทยกว่า 9,000 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ ฝ่ายซาอุดีอาระเบียต้องการผลักดันให้มีการจัดทำบันทึกความเข้าใจด้านแรงงานภายใน 2 เดือน ผ่านสำนักงานแรงงานของไทยประจำกรุงริยาด นอกจากนี้ ยังได้เชิญรัฐมนตรีว่าการะทรวงแรงงานเยือนซาอุดีอาระเบียในโอกาสแรกด้วย โดยในปี 2564 ไทยและซาอุดีอาระเบียมีมูลค่าการค้ารวม 6,498.21 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นมูลค่าส่งออก 1,494.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นำเข้า 5,003.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ถือเป็นคู่ค้าอันดับที่ 17 ของไทยจากทั่วโลก และอันดับ 2 จากภูมิภาคตะวันออกกลาง          

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวต่อว่า  นอกเหนือจากประเด็นเรื่องแรงงานฝ่ายซาอุดีอาระเบียยังสนใจความร่วมมือใน 4  ด้าน ได้แก่ อุตสาหกรรม ภาคบริการ ก่อสร้าง และบริการสุขภาพ ซึ่งซาอุดีอาระเบียเป็นเป้าหมายตลาดการค้าสำคัญของไทย เนื่องจากมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในกลุ่มประเทศอาหรับ โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ย้ำว่าจะผลักดันการค้ากับซาอุดีอาระเบียอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะด้านพลังงาน และอาหาร ซึ่งเป็นตลาดอาหารสำคัญของไทย

ส่วนกรณีที่ทั้ง 2 ประเทศจะแต่งตั้งเอกอัครราชทูตไปประจำการ จะเกิดขึ้นในช่วงใดนั้น นายธานี กล่าวว่า เอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบียประจำประเทศไทย จะเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการเปิดศักราชความสัมพันธ์ใหม่ ในการแต่งตั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศจะเป็นหน่วยงานหลัก ในการผลักดันให้มีการแต่งตั้งเร็วที่สุด ตามขั้นตอน
  
“นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ไทยให้ความสำคัญสูงสุดกับความสัมพันธ์ฉันมิตรกับซาอุดีอาระเบีย และแสดงความเสียใจยิ่ง ต่อโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นที่ประเทศไทยระหว่างปี 2532 -2533 และยืนยันว่าไทยพยายามอย่างที่สุดแล้วในการสะสางกรณีต่าง ๆ ทั้งนี้ 2 ฝ่ายไม่ได้หยิบยกประเด็นในอดีตระหว่างการหารือ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ทั้งไทยและซาอุดีอาระเบียแสดงเจตนารมณ์ที่จะมองไปข้างหน้า มุ่งสู่ความร่วมมือระหว่างกันในอนาคต ซึ่งเป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่ายอย่างแท้จริง ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศทั้งสองฝ่าย จะจัดตั้งกลไกหารือระหว่างกันเพื่อกำหนดกรอบนโยบายความสัมพันธ์ในสาขาต่างๆ ในโอกาสแรก” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าว