ข่าวดึก 7HD

เตรียมแจ้งอีก 2 ข้อหากับ ส.ต.ต.นรวิชญ์ ขี่บิกไบก์ชน หมอกระต่าย

ข่าวดึก 7HD - เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน ไปดูจุดรถบิกไบก์ชน "หมอกระต่าย" อีกครั้ง เพื่อเก็บรายละเอียดประกอบการรายงานผลให้รัดกุมมากขึ้น ขณะที่ โฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาล สรุปผลตรวจวัดความเร็วรถบิกไบก์ ของสิบตำรวจตรีนรวิชญ์ พบใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

เพื่อให้เกิดความรัดกุมในการประกอบสำนวนการสอบสวนคดีที่ สิบตำรวจตรีนรวิชญ์ บัวดก ขี่รถบิกไบก์ชน "หมอกระต่าย" เสียชีวิต พลตำรวจตรี ฉัตรชัย นันทมงคล ผู้บังคับการกองพิสูจน์หลักฐานกลาง จึงนำเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน และผู้เชี่ยวชาญ ไปดูจุดเกิดเหตุซ้ำอีกครั้ง เพื่อเก็บรายละเอียดสถานที่เกิดเหตุอีกครั้ง

ทั้งนี้เพื่อนำข้อมูลประกอบสำนวนคดีให้มีความรัดกุมมากขึ้น โดยเฉพาะการตรวจวัดระยะทางบนถนน ตั้งแต่เริ่มต้นแยก จนมาถึงจุดเกิดเหตุ เพื่อคำนวณหาความเร็วของรถขณะเกิดเหตุ แม้ว่าจะสามารถคำนวณความเร็วจากกล้องวงจรปิดได้เช่นกัน ส่วนสภาพที่เกิดเหตุที่มีการปรับปรุงแก้ไขไปบางส่วน แตกต่างจากวันเกิดเหตุอยู่บ้าง ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการพิสูจน์ข้อเท็จจริง เพราะก่อนหน้านี้ได้เก็บรวบรวมพยานหลักฐานไปรอบหนึ่งแล้ว

ส่วนที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ก็มีการแถลงสรุปผลออกมาแล้ว พบว่ามีการใช้ความเร็ว 108-128 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะเบี่ยงตัวแซงรถตู้ที่อยู่ในช่องทางกลาง ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดให้ใช้ความเร็วได้ไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พนักงานสอบสวนจึงเตรียมแจ้งข้อหาเพิ่มอีก 2 ข้อหา

สำหรับการแก้ปัญหาเรื่องทางม้าลาย บริเวณจุดเกิดเหตุดังกล่าว ถูกนำเข้าไปพิจารณาในที่ประชุมภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่วันนี้มีการประชุมหารือร่วมกัน 4 หน่วยงาน เพื่อแก้ไขปัญหาและหาวิธีลดการเกิดอุบัติเหตุจากการข้ามทางม้าลายทั่วประเทศ ซึ่งผลจากที่ประชุมก็เห็นว่าทางม้าลายดังกล่าว ไม่สามารถยกเลิกได้ เนื่องจากจำเป็นต้องมีไว้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับคนไข้ และคนที่ไปติดต่อธุระของโรงพยาบาล ดังนั้นแนวทางแก้ไขปัญหา จึงเป็นการขยายทางม้าลายให้กว้างขึ้น เพื่อช่วยให้รถสังเกตเห็นได้ชัดจากระยะไกล ติดตั้งสัญญาณไฟจราจรคนข้าม และติดตั้งกล้องตรวจจับการกระทำผิดกฎจราจรอัจฉริยะ ซึ่งจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ส่วนจุดอื่น ๆ ในกรุงเทพฯ ก็จะมีการของบประมาณเพื่อจัดสรรอุปกรณ์ต่าง ๆ ไปติดตั้ง เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งจากการสำรวจพบว่ามี 110 จุด ที่ต้องแก้ไขเร่งด่วนทันที

เครือข่ายภาคประชาชน ปลุก กทม. ให้เร่งสร้างความปลอดภัยบนทางม้าลาย หลังผลการศึกษาพบว่า ในแต่ละปี มีผู้ถูกรถชนขณะข้ามทางม้าลาย ประมาณ 500 คน หรือ คิดเป็น 6 % ของการเสียชีวิตบนท้องถนน

กทม. เร่งปรับปรุงทางม้าลายหลายจุด
เป็นเสียงสั่นกระดิ่ง จากเครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต และภาคีเครือข่าย ร่วมกันทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ "ขอทางม้าลายที่ปลอดภัย" ต้องการปลุกให้ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร มุ่งทำงานเชิงรุก แก้ไขอุบัติเหตุบนทางม้าลายให้ดีกว่านี้ หลังผลการศึกษาของเครือข่ายพบว่า ในแต่ละปี มีผู้ถูกรถชนขณะข้ามทางม้าลาย ประมาณ 500 คน หรือ คิดเป็น 6% ของการเสียชีวิตบนท้องถนน

อีกทั้ง จากการลงพื้นที่สำรวจทางม้าลาย ใน กทม.ของเครือข่าย พบว่า ในเวลา 2 วัน ที่ลงพื้นที่ได้เจอกับทางม้าลายที่เสื่อมสภาพถึง 12 จุด เช่น ทางม้าลาย บริเวณซอยอ่อนนุช 33 ไม่มีสัญญาณจราจรเตือนผู้ขับขี่ได้เห็น และบริเวณทางเข้าซอยอ่อนนุช 46 พบว่า เส้นแบ่งช่องจราจรมีสีจาง และไม่มีสัญญาณเตือน

ข้อเรียกร้อง ที่เครือข่ายฯ ต้องการให้ กทม.แก้ไข หลักๆ ต้องการให้ ปรับปรุงเส้นสัญญาณ ขีดสีตีเส้นให้เด่นชัด หรือ ทำเส้นชะลอความเร็วในจุดเสี่ยงอันตราย รวมทั้งให้เข้มงวด บังคับใช้กฏหมาย จับปรับอย่างจริงจัง

ด้าน นางวิภารัตน์ ไชยานุกิจ เลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รับข้อเรียกร้องไปแล้ว พร้อมแก้ไข ปรับปรุง ตามที่เครือข่ายฯ ได้เสนอมา พร้อมบอกว่า บางจุด กทม. กำลังพิจารณาแก้ไขให้ดีกว่าเดิม เช่น เพิ่มสัญญาณไฟคนข้าม หรือ เพิ่มป้ายสัญญาณจราจร เป็นต้น

นายกฯ แนะตั้งไฟจราจรอัจฉริยะ ทางม้าลาย
โฆษกรัฐบาล เผย นายกรัฐมนตรี เสนอแนวทางลดอุบัติเหตุผู้ใช้ทางม้าลาย ด้วย "ไฟจราจรอัจฉริยะ" เปิดปิดอัตโนมัติ เพิ่มความปลอดภัยให้ประชาชน

โดยล่าสุด พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กำชับให้กรุงเทพมหานคร เร่งติดตั้งไฟจราจรข้ามทางม้าลาย เพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชน โดยเฉพาะในจุดเสี่ยง เพื่อลดอุบัติเหตุ พร้อมให้พิจารณานำนวัตกรรม "ไฟจราจรอัจฉริยะ" ปิด/เปิดไฟเขียว ให้คนข้ามทางม้าลายโดยอัตโนมัติมาใช้งาน จากเดิมที่ต้องเสียเวลายืนรอข้ามถนนหลายนาที

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังฝากความห่วงใยไปถึงผู้ใช้รถใช้ถนน พึงระลึกอยู่เสมอถึงความปลอดภัย มีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมทาง นอกเหนือจากการเคารพกฎจราจรแล้ว ทุกคนจะต้องไม่ประมาทด้วย เพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต