เจาะประเด็นข่าว 7HD

ตีตรงจุด : พิษ ASF ฟาร์มหมูหด โวย เกษตรกรยังเข้าไม่ถึงเงินทุน

เจาะประเด็นข่าว 7HD - ตีตรงจุด วันนี้ พาท่านผู้ชมไปตรวจสอบฟาร์มสุกร หลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก จากการแพร่ระบาดของโรค ASF จนทำให้ราคาหมูหน้าเขียงพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่ช่วงปลายปี จนถึงต้นปีนี้ แม้ในปัจจุบันราคาจะปรับลดลงบ้างแล้ว แต่ปริมาณหมูในตลาดยังไม่กลับมาเป็นปกติ ประกอบกับราคาอาหารสัตว์แพงขึ้น ทำให้คนไทยต้องทำใจล่วงหน้าว่า ไม่เพียงแค่หมูที่จะราคาสูงขึ้น แต่ไก่ ไข่ และสินค้าอื่นก็จะปรับขึ้นราคาด้วย รายละเอียดเป็นอย่างไร จะได้รู้ครบ จบในช่วงนี้

เป็นเวลาเกือบ 2 เดือนแล้ว นับจากวันที่อธิบดีกรมปศุสัตว์แถลงยอมรับว่า ไทยมีโรค ASF ระบาดในหมู เมื่อวันที่ 11 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งในขณะนั้นราคาเนื้อหมูพุ่งไปถึง 250 บาท โดยที่ผ่านมารัฐบาลใช้วิธีตรวจห้องเย็นป้องกันการกักตุน ทำให้ราคาหมูเริ่มปรับตัวลดลง ควบคู่ไปกับการให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธกส. ปล่อยสินเชื่อ 3 หมื่นล้าน เพื่อฟื้นฟาร์มหมูให้กลับมามีผลผลิตเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง วาดหวังว่าจะทำให้ผลผลิตกลับสู่ภาวะปกติได้ภายใน 6 เดือน แต่ในความเป็นจริง เกษตรกรกลับยังเข้าไม่ถึงแหล่งทุนนี้ อีกทั้งยังมีเงื่อนไขมากมายที่ทำให้เกษตรกรรายย่อยหมดโอกาสที่จะฟื้นกลับมาอีกครั้ง โดยคาดว่าเกษตรกรรายย่อยและรายเล็กนับแสนราย จะหายไปจากธุรกิจนี้ เหลือเพียงรายกลางและรายใหญ่เท่านั้นที่อยู่รอด

นอกจากเงื่อนไขสูง เข้าไม่ถึงแหล่งทุนแล้ว ยังมีปัจจัยเรื่องโรค ASF ที่แม้จะเบาลง แต่บางพื้นที่ก็ยังพบอยู่ ซึ่งการให้ความรู้กับเกษตรกรที่จะกลับมาเลี้ยงใหม่ยังไม่ทั่วถึง อีกทั้งไม่มีวัคซีนและยารักษา ทำให้เกษตรกรจำนวนไม่น้อยไม่กล้าลงทุน กลัวว่าจะขาดทุนซ้ำ จนถึงขั้นล้มละลาย

นอกจากนี้ ระบบ ไบโอซีเคียวริตี ที่มีการแนะนำให้ดำเนินการนั้น ก็เป็นเรื่องยากสำหรับรายย่อยและรายเล็ก

สอดรับกับข้อมูลของ ธกส. เองที่พบว่า ยังมีเกษตรกรเข้ารับสินเชื่อจำนวนน้อย ในวงเงินแค่กว่า 800 ล้านบาท เท่านั้น จากที่ตั้งไว้ 3 หมื่นล้านบาท

จากข้อมูลของกลุ่มวิจัยเศรษฐกิจปศุสัตว์ กองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ พบว่า จำนวนฟาร์มหมูในปี 2565 อยู่ที่ 107,157 ราย มีจำนวนหมูกว่า 10.8 ล้านตัว แบ่งเป็นของรายใหญ่ 5,000 ตัวขึ้นไป 39.55% รายกลาง 501-5,000 ตัว 41.89% รายเล็ก 9.32% และรายย่อย 9.24%

ที่น่าสนใจ คือ การคาดการณ์ของทางการ ที่ระบุว่าน่าจะมีหมูมากถึงกว่า 10.8 ล้านตัว นั้น สวนทางกับคนในแวดวงอุตสาหกรรมหมู ที่พูดตรงกันว่า หมูจะเหลือในระบบสำหรับปีนี้ไม่เกิน 600,000 ตัว เท่านั้น

ขณะที่ จำนวนเกษตรกรรายย่อยก็ลดลงจำนวนมาก เมื่อเทียบกับปี 2564 พบว่าจากรายย่อย 1-50 ตัว ที่เคยมีมากถึง 172,528 ราย เหลือเพียงแค่ 81,708 ราย ลดลงถึง 52.64% สอดรับกับข้อมูลที่เราได้จากเกษตรกรว่า รายย่อยในหลายพื้นที่ไม่เหลือแล้ว จึงคาดการณ์ว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โครงสร้างอุตสาหกรรมหมูจะตกอยู่ในมือของทุนใหญ่