เจาะประเด็นข่าว 7HD

ตีตรงจุด : ตรวจสอบการรับมือผู้ป่วยโควิด-19 ใน กทม.

เจาะประเด็นข่าว 7HD - เจาะประเด็นข่าว 7HD ตีตรงจุด ยังปักหมุดที่ปัญหาของเมืองหลวง วันนี้ไปตรวจสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งต้องเรียกว่า กทม.คือสถานที่ ที่มีการแพร่ระบาดสูงเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ การรับมือกับโรคระบาดทำได้ดีแค่ไหน ไปติดตามกับคุณกาย

กทม. มีผู้ป่วยโควิด-19 มากเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งตลอดปีนี้ในการระบาดของโอมิครอน หากดูตัวเลขจากกรมควบคุมโรค พบว่า เดือนมกราคมมีผู้ป่วย 28,498 คน, กุมภาพันธ์ 72,346 คน มีนาคม 96,795 คน และ เมษายนจนถึงวันนี้ มีผู้ป่วย 86,865 คน รวมเกือบสี่เดือน กทม.มีผู้ติดเชื้อแล้วกว่า 284,000 คน เฉลี่ยติดเชื้อวันละประมาณเกือบ 2,500 ร้อยคน เสียชีวิตสะสมเกือบ 4 เดือน แล้ว 855 คน

การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จนทำให้ระบบสาธารณสุข ทั้งโรงพยาบาลหลัก และโรงพยาบาลสนาม รองรับไม่ไหว เกิดวิกฤตคนรอเตียง รอตาย ช่วงกลางปีที่ผ่านมา ทำให้พระพิศาลธรรมานุสิฐ เจ้าอาวาสวัดสะพาน เขตคลองเตย ร่วมกับชุมชน และ กทม. ใช้พื้นที่วัดเป็นศูนย์พักคอยแห่งแรกในกทม. กลายเป็นต้นแบบให้เกิดศูนย์พักคอยในหลายพื้นที่ตามมา ซึ่งจนถึงปัจจุบันในกทม.มีศูนย์พักคอยทั้งหมด 46 แห่ง รองรับผู้ป่วยได้กว่า 5,500 คน

แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป มีผู้ติดเชื้อมากขึ้น ประชาชนเข้าใจโรคมากขึ้น นโยบายรัฐก็ปรับใหม่ เป็นให้ผู้ป่วยสีเขียวรักษาตัวที่บ้าน มีการออกมาตรการ เจอแจกจบ ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อพักกักตัวอยู่บ้านมากกว่าจะไปอยู่ศูนย์พักคอย แต่สิ่งที่พบว่าเป็นปัญหา คือ การเข้าถึงในเชิงรุก ซึ่งจะใช้อสม.เป็นด่านหน้า โดยในกทม.มี อสม. 15,000 คน ได้รับเงิน 1,000 บาทต่อเดือน และเพิ่มอีก 500 บาท เป็น 1,500 บาท ในช่วงสถานการณ์โควิด-19

มีข้อเสนอจากกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ป้องกันและระบาดวิทยา ที่มีประสบการณ์ปฏิบัติงานทั้งในเขตเมืองและชนบทถึงการควบคุมโรคในพื้นที่กทม.และปริมณฑลไว้ว่า ควรมีนวัตกรรมเสาะหาผู้ติดเชื้อเชิงรุกในเขตเมือง จัดทีมเฝ้าระวังเสริมอย่างน้อย 200 ทีม เพิ่มจุดตรวจในชุมชนแออัด ให้ความรู้ประชาชนอย่างเพียงพอต่อการกักตัวแยกจากครอบครัว จัดสรรทรัพยากรเพิ่มเติม สำหรับระบบการสอบสวนโรค ช่วยเหลือผู้ถูกกักตัวและครอบครัว เช่น จ่ายให้ผู้ติดเชื้อ ไม่เกิน 300 บาทต่อวัน มีมาตรการควบคุมการประกอบธุรกิจบางประเภท อาทิ สถานบันเทิง และระบบการกำกับดูแลตลาดสด มีการบูรณาการการทำงานของฝ่ายปฏิบัติการระหว่างหน่วยงานภาครัฐในแต่ละพื้นที่ พัฒนาระบบข้อมูลที่เกี่ยวข้องร่วมกัน เพื่อการวางแผนที่แม่นยำ และยังต้องต่อยอดมาตรการเยียวยาต่อเนื่อง บรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจให้ประชาชน

จนถึงขณะนี้รัฐมีแผนที่จะให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นในเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งก็เหลืออีกแค่ 3 เดือน ก็ดูเหมือนว่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนมากขึ้น ในขณะที่มาตรการต่าง ๆ จะค่อย ๆ ผ่อนคลายตามไปด้วย กทม.เป็นพื้นที่สำคัญ ที่ต้องมีภูมิคุ้มกันทั้งด้านสาธารณสุขและเศรษฐกิจให้กับประชาชน เป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ ที่ต้องฝากไว้กับผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่