เจาะประเด็นข่าว 7HD

ตีตรงจุด : ตรวจสถานการณ์สังคมสูงวัย ใน กทม.

เจาะประเด็นข่าว 7HD - ตีตรงจุด วันนี้ มีอีกหนึ่งชีพจรในเมืองหลวงที่ต้องเร่งดูแล ก็คือ ผู้สูงอายุ เพราะตั้งแต่ปีที่แล้วประเทศไทยก็เข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ไปแล้ว ทั้งที่เดิมคาดการณ์ว่าจะเป็นปีนี้ สถานการณ์เรื่องนี้ในกรุงเทพฯ เป็นอย่างไร ไปติดตามกับคุณกาย สวิตต์

หลายคนคงเคยเห็นภาพอย่างที่ปรากฏในขณะนี้ คือมีผู้สูงอายุจำนวนมากยังต้องปากกัดตีนถีบ ออกมาทำมาหากิน แทนที่จะได้รับความดูแลจากลูกหลาน ซึ่งนับวันจะมีผู้สูงอายุที่ไร้ครอบครัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ประเทศไทยมีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่า 20 % ของจำนวนประชากรทั้งประเทศมาตั้งแต่ปีที่แล้ว คาดการณ์ว่าอีก 13-14 ปีข้างหน้า จำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มถึง 30 เปอร์เซ็นต์ หรือ 20 ล้านคน สาเหตุมาจากคนไทยอายุยืนยาวเพิ่มขึ้น โดยมีอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มจาก 59 ปี เมื่อปี 2513 เปลี่ยนเป็นมีอายุขัยเฉลี่ยกว่า 79 ปี ในปัจจุบัน

โดยโครงสร้างประชากรไทย 20 ปี ที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เคยทำไว้คือ ปี 2563-2583 พบว่าจำนวนประชากรจะลดลง คือ ปี 2563 มี 66.5 ล้านคน เหลือ 65.40 ล้านคน ในปี 2583 และแน่นอนว่าคนวัยทำงานก็จะลดลงไปด้วยจาก 43.26 ล้านคน เหลือ 36.50 ล้านคน เช่นเดียวกับวัยเด็ก จาก 11.20 ล้านคน เหลือแค่ 8.40 ล้านคนเท่านั้น สวนทางกับจำนวนผู้สูงอายุ ซึ่งในปี 2563 อยู่ที่ตัวเลข 12 ล้านคน พุ่งขึ้นเป็น 20.42 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นถึง 58.77 % ขณะที่เด็กเกิดใหม่ในปีที่แล้ว น้อยกว่า 550,000 คน

ข้อมูลล่าสุด ณ สิ้นเดือนธันวาคมปีที่แล้ว เรามีผู้สูงอายุทั่วประเทศ 12,241,542 คน เฉพาะในพื้นที่ กทม. มีจำนวนมากถึง 1,171,900 คน แบ่งเป็นเพศชาย 477,117 คน และเพศหญิง 675,178 คน ส่วนที่ไม่ใช่คนไทยแต่ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ เพศชายมีจำนวน 12,462 คน และเพศหญิง 7,143 คน

ในปัจจุบันรัฐบาลมีสิทธิประโยชน์สำหรับผู้สูงอายุ กรณีผู้ที่มีฐานะยากจน แต่ต้องการซ่อมแซมปรับปรุงบ้านรองรับผู้สูงอายุในบ้าน สามารถของบประมาณจาก พม.จังหวัดในอัตราหลังละไม่เกิน 22,500 บาท กรณีไม่ต้องปรับปรุงโครงสร้าง และ 40,000 บาท กรณีต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง

ส่วนสวัสดิการดูแลผู้สูงอายุ รัฐบาลจัดให้มีเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแบบขั้นบันได อายุ 60-69 ปี 600 บาท 70-79 ปี 700 บาท 80-89 ปี 800 บาท และ 90 ปีขึ้นไป จะได้รับ 1,000 บาท

ล่าสุด ครม.เพิ่งเคาะเงินเพิ่มพิเศษให้ผู้สูงอายุ รายละ 100-250 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 6 เดือน เริ่มตั้งแต่เดือนนี้ไปจนถึงเดือนกันยายน มีผู้ได้รับสิทธิกว่า 10 ล้านคน รวมวงเงินกว่า 8,000 ล้านบาท

ขณะที่มีข้อเสนอจากภาคประชาสังคม ไปถึงผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ ให้ปรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นบำนาญประชาชนเดือนละ 3,000 บาท ซึ่งความจริงแล้วแนวคิดบำนาญประชาชน เดือนละ 3,000 บาทไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น แต่มีการศึกษาความเป็นไปได้มาอย่างต่อเนื่อง

กระทั่งล่าสุดมีการเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่สภาแล้ว ชื่อร่างพระราชบัญญัติเงินบำนาญประชาชนอยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความเห็นจากประชาชน มีเนื้อหากำหนดอัตราจ่ายเงินบำนาญให้ผู้สูงอายุเดือนละ 3,000 บาท

สำหรับผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่หาเสียงจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 3,000 บาท มี 2 คน คือ คุณรสนา โตสิตระกูล ผู้สมัครหมายเลข 7 โดยคำนวณด้วยว่าจะต้องใช้งบประมาณ 14,000 ล้านบาทต่อปี ให้ความมั่นใจว่าสามารถหาเงินมาจ่ายสวัสดิการนี้ให้กับผู้สูงอายุได้

อีกพรรคการเมืองหนึ่งที่ชูนโยบายบำนาญประชาชน 3,000 บาท คือ พรรคไทยสร้างไทย ซึ่งคราวนี้ส่ง นาวาอากาศตรี ศิธา ทิวารี ลงสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ได้หมายเลข 11

ส่วนคุณชัชชาติ สิทธิพันธ์ ผู้สมัครหมายเลข 8 มีนโยบาย 5 ส. รองรับสังคมสูงวัยในเมืองกรุง คือ สุขภาพดี สะดวกเดินทาง สร้างสังคมผู้สูงอายุ สร้างงาน และสวัสดิการเพิ่ม

ขณะที่ ดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ผู้สมัครหมายเลข 4 ชูนโยบาย อาวุโสอุ่นใจ สร้างระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน ตรวจสุขภาพฟรี มีโรงพยาบาลดีใกล้บ้าน และจ้างงานผู้สูงอายุ 5,000 ตำแหน่ง

ด้าน พลตำรวจเอก อัศวิน ขวัญเมือง ผู้สมัครหมายเลข 6 ชูนโยบายศูนย์รวมคน 3 วัย ทั้งเด็ก วัยทำงาน และผู้สูงอายุ ไม่ให้คนแก่เหงา และสานงานต่อเกี่ยวกับนโยบายผู้สูงอายุ เช่น ผลักดันให้มีศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในชุมชน

นโยบายเหล่านี้ จะเป็นแค่การขายฝัน หรือปฏิบัติได้จริง เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่ที่สำคัญคือ คนกรุงเทพฯ อยากเห็นบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงอย่างไร 22 พฤษภา อย่าลืมไปชี้ชะตากรุงเทพฯ

ติดตามทุกความเคลื่อนไหว เลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ : www.ch7.com/bangkokelection