7HDร้อนออนไลน์

หนุ่มเสพยาบ้า 11 เม็ด ซิ่งกระบะดริฟต์วนรอบเสาธง หน้าโรงพักต่อหน้าต่อตาเจ้าหน้าที่ตำรวจ สุดท้าย โดนรวบทันควัน พร้อมตั้งตั้ง 4 ข้อหา

29 เมษายน 2565 หนุ่มเมายาบ้าก่อเหตุซิ่งกระบะดริฟต์รถวนรอบเสาธงหน้า สภ.เมืองลพบุรี ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2565 เวลา 16.00 น. ซึ่งมีคนบันทึกคลิปไว้ได้ ซึ่งมีการแชร์ในโซเชียลและวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมาก ถึงพฤติกรรมคนขับรถกระบะโตโยต้า รีโว่ สีขาว หมายเลขทะเบียน 2 ฒภ - 1300 กรุงเทพมหานคร ลักษณะแต่งซิ่ง โหลดเตี้ย ท่อเสียงดัง โดยในคลิปปรากฏภาพ รถกระบะคันดังกล่าวขับเข้ามาในบริเวณหน้า สภ.เมืองลพบุรี แล้วขับวนรอบเสาธง 1 รอบ และขับออกจากโรงพัก ไปวนรอบวงเวียนเทพสตรี มีการขับปาดซ้ายปาดขวาด้วยความเร็ว จนผู้อื่นต้องจอดรถหลบ เนื่องจากเกรงว่าจะได้รับอันตราย         

จากนั้นรถกระบะคันดังกล่าวได้ขับกลับเข้ามาใน สภ.เมืองลพบุรี อีกครั้งด้วยความเร็ว ก่อนดริฟต์รถวนรอบเสาธงอีก 3 รอบ และขับออกไปขับออกโรงพัก ก่อนถูกตำรวจใช้รถขวางทางและควบคุมตัวคนขับเอาไว้ได้ทราบชื่อนายกิตติศักดิ์  หรือเอ็ม   อายุ 35 ปี โดยเจ้าหน้าที่พบว่า นายกิตติศักดิ์ พูดจาวกวนคล้ายคนเมา ตรวจค้นในรถไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย จึงได้นำตัวตรวจวัดแอลกอฮอล์ แต่ไม่พบ

จากการสอบสวนนายกิตติศักดิ์ ยอมรับสารภาพว่า เสพยาบ้ามา 11 เม็ด เนื่องจากพบผลตรวจปัสสาวะจากโรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช พบสารเสพติดในร่างกาย เจ้าหน้าที่จึงแจ้ง 4 ข้อหาคือ เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยผิดกฎหมาย 2.เป็นผู้ขับขี่รถและเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยผิดกฎหมาย 3.ขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น 4.ขับรถไม่คำนึงถึงความปลอดภัย ตรวจยึดรถยนต์โตโยต้า หมายเลขทะเบียน 2ฒภ 1300 กรุงเทพมหานคร ไว้เป็นของกลาง  ส่งพนักงานสอบสวน  และดำเนินคดีตามกฎหมายถึงที่สุดเพื่อไม่ให้เป็นแบบอย่างต่อไป

ด้านพันตำรวจโท ณัฐพล ศรีวิเชียร รองผู้กำกับการงานป้องกันปราบปราม สภ.เมืองลพบุรี กล่าวว่า นายกิตติศักดิ์ เป็นพ่อค้าขายที่นอน และเคยเพี้ยนเอาที่นอนมาขวางถนน จนการจราจรติดขัดมาแล้ว โดยอ้างว่าเครียดทะเลาะกับญาติ ซึ่งครั้งนั้นตำรวจได้ว่ากล่าวตักเตือนและปล่อยตัวไป จนมาก่อเหตุอีกครั้งเมื่อเวลา 16 นาฬิกา ของวันที่ 28 เมษายน 2565 นายกิตติศักดิ์ เข้ามาก่อกวน ดริฟท์รถวนเสาธงโรงพัก สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าหน้าที่และ ประชาชน ซึ่งถือว่าเป็นการท้าทายกับกฎหมาย ต้องดำเนินคดีให้ถึงที่สุด