7HDร้อนออนไลน์

การเติบโตของ e-commerce กับยอดจัดเก็บภาษี e-service

กรมสรรพากรเริ่มการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม e-service เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2564 โดยมีการคาดการณ์ว่าจะสร้างรายได้ภาษีไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาทในปีงบประมาณ 2565 

หลังจากมีการจัดเก็บภาษีมาได้กว่า 6 เดือนแล้ว #เศรษฐศาสตร์ตลาดสด อยากชวนคุยเรื่องของภาษีประเภทนี้และการเติบโตของธุรกรรม e-commerce ในประเทศไทย

ภาษีมูลค่าเพิ่ม e-service นี้เก็บจากรายได้ของผู้ประกอบการต่างประเทศที่ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์แก่ผู้ใช้บริการที่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยและมีรายได้จากการให้บริการเกินกว่า 1.8 ล้านบาท เนื่องจากผู้ประกอบการต่างชาติเหล่านี้ทำรายได้จากการให้บริการแก่ผู้อาศัยอยู่ในอาณาเขตประเทศไทย

ธุรกิจบริการที่ต้องมาจดทะเบียน แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ ธุรกิจให้บริการแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ ธุรกิจให้บริการโฆษณาออนไลน์ ธุรกิจดูหนัง-ฟังเพลงออนไลน์ รวมไปถึงเกมออนไลน์ โดยสาร ธุรกิจเอเยนซี่ที่ให้บริการเป็นตัวกลางระหว่างผู้ซื้อผู้ขาย ซึ่งรวมถึงธุรกิจให้บริการจองที่พัก โรงแรมและตั๋ว และแอปพลิเคชันต่างๆ
======
ผู้ประกอบการต่างชาติที่ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์จะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและยื่นแบบแสดงรายการและจ่ายภาษีเป็นรายเดือน โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในกว่า 60 ประเทศที่มีการจัดเก็บภาษีประเภทนี้

ในขณะนี้ กรมสรรพากรกำลังร่วมกับ 139 ประเทศทั่วโลก เจรจาเกี่ยวกับมาตรการป้องกันการหลบเลี่ยงภาษีระหว่างประเทศ อันได้แก่ การกำหนดให้บริษัทข้ามชาติต้องเสียภาษีเงินได้แก่ประเทศผู้ใช้บริการ (แหล่งรายได้ของบริษัทข้ามชาติ) ถึงแม้จะไม่มีสถานประกอบการถาวรในประเทศที่ให้บริการ และหากมีการเลี่ยงภาษีโดยการถ่ายโอนกำไรไปประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำ จะต้องถูกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นในอัตราที่ทำให้อัตราภาษีที่จ่ายรวมไม่น้อยกว่า 15%

การร่วมมือกันระหว่างประเทศในการเก็บภาษีลักษณะนี้ จะช่วยลดการเลี่ยงภาษีในประเทศที่มีอัตราภาษีสูง แต่อาจไม่มีประโยชน์ต่อประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำ การจะคำนวณว่าไทยจะได้ประโยชน์จากมาตรการนี้มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับอัตราภาษีปัจจุบันของไทย หากอัตราภาษีของไทยต่ำกว่าประเทศอื่น บริษัทแพลตฟอร์มต่างชาติก็จะเลือกเสียภาษีแก่กรมสรรพากรไทยอยู่แล้วแม้จะไม่มีข้อตกลงนี้ เพราะเสียภาษีน้อยกว่า ในกรณีนี้ก็อาจไม่ได้ประโยชน์มากนักจากการมีข้อตกลงนี้

กรมสรรพากรแถลงเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีประเภทนี้ว่า มีจำนวนธุรกิจต่างชาติที่ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ในปัจจุบันกว่า 50 บริษัท ใน 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2565 รัฐจัดเก็บภาษี e-service ได้ถึง 4.2 พันล้านบาท

เพียงแค่เวลา 6 เดือนของปีงบประมาณ การจัดเก็บภาษีก็ได้มาถึง 84% ของยอดภาษีที่คาดการณ์เดิมไว้เมื่อเดือนสิงหาคม 2564  (5 พันล้านบาท) เพราะแพลตฟอร์มต่างชาติมีธุรกรรมการให้บริการ e-service เพิ่มสูงขึ้นมาในปี  2564-2565
========
ecommerceDB ประเมินรายได้ e-commerce ภายในประเทศไทย ในปี 2564 อยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จัดเป็นอันดับที่ 22 ของโลก และมีอัตราการเติบโตภายในปี 2564 เพียงปีเดียว อยู่ที่ 28% โดยแพลตฟอร์มที่ทำรายได้สูงสุด คือ JD ตามมาด้วย Apple และ Shopee ทั้งสามมีรายได้รวมคิดเป็น 15% ของรายได้ e-commerce ทั้งหมดในไทย

สินค้าส่วนใหญ่ที่มีการซื้อขายกันบนแพลตฟอร์มออนไลน์ คือ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์/เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหารและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ของเล่น/ผลิตภัณฑ์ DIY และสินค้าแฟชั่นต่างๆ

ecommerceDB คาดว่าตลาด ecommerce จะเติบโตในช่วงปี 2565-2568 ที่อัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 8%

>>> การเติบโตของธุรกรรมออนไลน์บนแพลตฟอร์มต่างขาติ อาจหมายถึง โอกาสที่ยอดการจัดเก็บภาษี e-service จะเติบโตและเป็นแหล่งรายได้ภาษีที่สำคัญของประเทศมีมากขึ้น แต่ก็หมายถึงการแข่งขันระหว่างแพลตฟอร์มในประเทศกับแพลตฟอร์มต่างขาติที่มีมากขึ้น ทัดเทียมกันมากขึ้น ส่วนแพลตฟอร์มไทยจะอยู่รอดหรือไม่หลังจากนี้ ก็คงต้องอยู่ที่คุณภาพของบริการ เช่น การป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพหลอกลวงลูกค้าบนแพลตฟอร์มซื้อขายออนไลน์ การควบคุมไม่ให้บริการการโฆษณาที่ผิดข้อกฎหมาย รวมไปถึงการให้บริการที่รับผิดชอบการซื้อขาย-ธุรกรรมและไม่เปิดเผยข้อมูลของลูกค้าต่อผู้อื่น