7HDร้อนออนไลน์

เอเปกสำคัญอย่างไร และไทยจะใช้ประโยชน์จากเอเปกได้อย่างไร

ปีนี้ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก (APEC) เอเปกคืออะไร การประชุมครั้งนี้สำคัญอย่างไร คนไทยจะได้ประโยชน์อย่างไร #เศรษฐศาสตร์ตลาดสด จะเล่าให้ฟัง

เอเปก (APEC) ย่อมาจาก “ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Economic Cooperation)” ถูกจัดต้ังในปี 2532 ปัจจุบันประกอบด้วยสมาชิก 21 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ จีน จีนไทเป ฮ่องกง ปาปัว นิวกินี เม็กซิโก ชิลี เปรู เวียดนาม สหรัฐอเมริกา รัสเซีย และไทย

การประชุมเอเปก มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ระบบการค้าในภูมิภาค ใช้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิก สนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาคและของโลก ลดอุปสรรคและอำนวยความสะดวกทางการค้าทั้งด้านการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุนระหว่างสมาชิก

ในมิติเศรษฐกิจ การประชุมเอเปกจึงเป็นการเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่สำคัญเพราะประกอบด้วยสมาชิกจำนวนมาก หากสามารถเจรจาเรื่องใดเรื่องหนึ่งประสบความสำเร็จ ก็จะช่วยให้ข้อตกลงดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อทุกประเทศ ค้าขายระหว่างกันสะดวกขึ้น อุปสรรคในการค้าระหว่างกันลดลง เกิดประโยชน์ต่อการค้า การลงทุน และการจ้างงานในประเทศ ทั้งนี้มูลค่าเศรษฐกิจรวมในภูมิภาคเอเปกสูงถึง 53 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐหรือคิดเป็น 61% ของ GDP โลก และครอบคลุมประชากรถึง 2,900 ล้านคน หรือกว่า 38% ของประชากรโลกทีเดียว

ทั้งนี้ไทยมีมูลค่าการค้ารวมกับสมาชิกเอเปกมากถึง 3.80 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 71.53% ของการค้ารวมของไทย

ด้วยเหตุที่ไทยมีการค้ากับประเทศในเอเปกมากถึง 70% ของการค้ารวม จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าการประชุมเอเปกสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ตลอดจนเป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยรวมถึงคนไทยต้องให้ความสำคัญ

โดยปีนี้ถึงวาระที่ไทยเป็นเจ้าภาพ จึงจะมีการจัดประชุมหลายระดับและหลายหัวข้อตลอดทั้งปี เช่น การประชุมรัฐมนตรีด้านการค้าเอเปกที่กำลังจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 21-22 พ.ค. การประชุมรัฐมนตรีการท่องเที่ยวเอเปกระหว่างวันที่ 14-20 ส.ค. การประชุมรัฐมนตรีคลังเอเปกระหว่างวันที่ 19-21 ต.ค. และการประชุมระดับสูงสุดคือ การประชุมสุดยอดผู้นำเอเปกระหว่าง 18-19 พ.ย.

สำหรับการประชุมปีนี้ มีการกำหนดหัวข้อหลัก คือ “เปิดกว้างสร้างสัมพันธ์ เชื่อมโยงกัน สู่สมดุล” หรือ “Open Connect Balance” โดยมีเป้าหมายสำคัญ เช่น

- แก้ปัญหาความไม่สมดุลในทุกด้าน โดยเฉพาะจากวิกฤตโควิดที่ผ่านมา
- สร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ผ่านแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว หรือที่เรียกว่า BCG Economy
- เน้นการค้าการลงทุนแบบเสรี และ กระชับความร่วมมือในการรวมกลุ่มเศรษฐกิจ
- ให้ความสำคัญกับการเร่งฟื้นฟูความเชื่อมโยงในภูมิภาค
- ส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม
- ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาขับเคลื่อนการทำงาน

ข้อตกลงที่ได้จากการเจรจาล้วนเป็นประโยชน์ แต่ภาคเอกชนจะใช้ประโยชน์ได้เต็มทึ่หรือไม่ ขึ้นกับมีการเตรียมความพร้อมหรือเปล่า เช่น ประเด็นการเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันของเศรษฐกิจในภูมิภาคผ่านแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว (BCG Economy) ซึ่งเป็นกระแสที่ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญ ทั้งยังสอดคล้องกับจุดแข็งของเศรษฐกิจไทย

BCG คืออะไร
-B คือ Bio Economy ระบบเศรษฐกิจชีวภาพ ที่เน้นการใช้ทรัพยากรชีวภาพอย่างคุ้มค่า
-C คือ Circular Economy ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่เน้นการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด
-G คือ Green Economy ระบบเศรษฐกิจสีเขียว ที่มุ่งเรื่องการแก้ปัญหามลพิษ เน้นความยั่งยืน

ยุทธศาสตร์ BCG ช่วยส่งเสริมจุดแข็งของไทยที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ เศรษฐกิจส่วนใหญ่ของประเทศยึดโยงกับภาคเกษตรกรรม อาหาร และการท่องเที่ยว การเน้นเรื่อง BCG ช่วยให้ธุรกิจเหล่านี้เติบโตและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน โดยไม่เพียงเน้นพัฒนาในเชิงเศรษฐกิจ แต่ยังรักษาหรือพัฒนาสิ่งแวดล้อม สังคม ชุมชน และวัฒนธรรมไปพร้อมๆ กัน ช่วยให้เกิดการกระจายรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มรายได้ให้ชุมชนและเกษตรกร โดยในระยะแรก รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์ BCG ใน 4 สาขา คือ เกษตรและอาหาร สุขภาพและการแพทย์ พลังงาน วัสดุและเคมีชีวภาพ และการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 21% ของ GDP ไทย และมีส่วนจ้างงานมากถึง 16.5 ล้านคน

ทั้งนี้ต้องบอกว่าไม่ใช่แค่การประชุมเอเปกเท่านั้นที่สนใจเรื่อง BCG แต่การค้าระหว่างประเทศเกือบทุกที่ในโลกทุกวันนี้ ล้วนให้ความสำคัญกับเรื่อง BCG ดังนั้นผู้ประกอบต้องปรับตัว ปรับธุรกิจให้สอดคล้องกับ BCG จึงจะได้ประโยชน์จากข้อตกลงอย่างเต็มที่

ทั้งนี้หากผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเกษตรกรหรือวิสาหกิจชุมชนสนใจเรื่อง BCG หรืออยากนำแนวคิด BCG ไปต่อยอดธุรกิจเพื่อใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ ปัจจุบันกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ มีโครงการ ThEP for FTA MARKET ที่มุ่งพัฒนาความรู้เรื่อง BCG และข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าใจ และนำไปต่อยอดธุรกิจตนเอง จนใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศได้ ดังนั้นหากผู้ประกอบการสนใจ สามารถติดต่อกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ (อีเมล thep.fta@gmail.com หรือโทร 065-053-9545)

#เศรษฐศาสตร์ตลาดสด หวังว่าเกษตรกรไทยและผู้ประกอบการรายย่อยจะได้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศเยอะๆ ผ่านยุทธศาสตร์ BCG