7HDร้อนออนไลน์

เมื่อเศรษฐกิจโลกโตไม่ทันเงินเฟ้อ

ในขณะที่เรากำลังแผชิญกับราคาน้ำมันที่แพงกว่าปีก่อนหน้าและมีการปรับราคาขึ้นของสินค้าหลายชนิด จนสังคมมีความกังวลว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยจะเพิ่มนำไปก่อนค่าแรง และจะทำให้ค่าครองชีพสูงกว่ารายได้ สร้างปัญหาในการดำรงชีวิต

วันนี้ #เศรษฐศาสตร์ตลาดสด อยากฝากประเด็นเงินเฟ้อกับการเติบโตเศรษฐกิจของโลกที่กำลังประสบปัญหาไม่ต่างจากไทย และในบางประเทศมีปัญหาที่รุนแรงกว่าไทยไปมากแล้ว และอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจและเศรษฐกิจของไทยเพิ่มขึ้น  

ในหลายๆ ประเทศกำลังประสบกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ในบางประเทศมีอัตราเงินเฟ้อสูงกว่า 10% อย่างเช่น

- ตุรกีที่กำลังประสบปัญหาเงินเฟ้อขั้นรุนแรง มีอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 69.97%
- อาร์เจนตินาที่กำลังประสบภาวะวิกฤต มีอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 58.00%
- รัสเซียซึ่งเป็นประเทศที่กำลังมีสงครามมีอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 17.80%
- บราซิลมีอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 12.13% เพิ่มจาก 11.3%  ในเดือนก่อนหน้า

และในประเทศพัฒนาแล้วที่เป็นสมาชิกกลุ่ม G20 ที่ต่างเคยมีอัตราเงินเฟ้อต่ำกว่า 3% ก่อนมีการระบาดของโควิด-19 ในปี 2563 และมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจฟื้นตัวมาตั้งแต่กลางปี 2564 ก็กลับมีอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งทะยานจากปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิงเนื่องจากสงคราม ในขณะที่กำลังการผลิตยังไม่สามารถปรับตัวได้ทันกับการกลับมาของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทำให้การผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการ อัตราเงินเฟ้อของประเทศในยุโรปและอเมริกาพุ่งไปสูงจุดสูงที่สุดในรอบ 25 ปี เช่น เนเธอร์แลนด๋ (9.6%) อเมริกา (8.3%) สเปน (8.3%) เยอรมนี (7.4%) สหราชอาณาจักร (7%)  และฝรั่งเศส (4.8%)

ในขณะที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ตั้งแต่มีวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 1997 มีอัตราเงินเฟ้อในแต่ละเดือนส่วนใหญ่ติดลบหรือไม่เกิน 1% แต่ตัวเลขล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคม มีอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 1.2%

ในขณะที่กลุ่มประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจเติบโตสูงในช่วงก่อนมีการระบาดของโควิด-19 เองแม้จะมีอัตราเงินเฟ้อใกล้เคียงกับช่วงก่อนมีการระบาดโควิด-19 อย่างเช่น อินเดีย (7.79%) แอฟริกาใต้ (5.9%) และจีน (2.1%) แต่สิ่งที่น่ากังวลของกลุ่มนี้คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อค่อนข้างมาก

ประเทศอินเดียและจีนต่างก็เป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงมาตั้งแต่ปี 2543 และช่วยดันให้อัตราการเติบโตเศรษฐกิจของโลกยังคงเป็นบวกในช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่มีวิกฤตการเงินโลกในปี 2551-2552 โดยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ประมาณ 6-7% ใกล้เคียงหรือมากกว่าอัตราเงินเฟ้อภายในประเทศ สะท้อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริงของทั้งสองประเทศ

แต่ปัจจุบัน ทั้งสองประเทศมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี และความห่างระหว่างอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อก็มีมากขึ้น

- อินเดียมีอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจอยู่ที่ 5.4% ต่อปีในปี 2564 และไตรมาสสุดท้ายของปีมีการขยายตัวเพียง 1.84% จาก 13.7% ในไตรมาส 3 และต่ำกว่าอัตราการเติบโตในไตรมาส 4 ปี 2563 (อยู่ที่ 6%) แสดงให้เห็นถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจอินเดียที่ชัดเจน 
- จีนมีอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจอยู่ที่ 4% ในปี 2564 มีการขยายตัวในไตรมาสสุดท้ายอยู่ที่ 1.5% แต่ไตรมาส 1 ของปี 2565 มีการขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 1.3%

ไม่เพียงเท่านี้กว่าครึ่งของประเทศในกลุ่ม G20 และเอเชียกำลังอยู่ในภาวะเดียวกันนี้ คืออัตราเงินเฟ้อสูงกว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ไทยเองก็มีตัวเลขอัตราเงินเฟ้อของไทยที่สูงกว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะชะลอลงในเดือนเมษายน มาอยู่ที่ 4.65% ลดลงจาก 5.73% ในเดือนก่อนหน้า แต่เมื่อเทียบ สภาวะที่ราคาเพิ่มสูงขึ้นในอัตราเร่งหรือก็คืออัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น และการเพิ่มขึ้นของราคาเร็วกว่าการเพิ่มขึ้นของผลผลิต (อัตราเงินเฟ้อสูงกว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ) เช่นนี้ เป็นภาวะที่อาจนำไปสู่การชะงักงันของเศรษฐกิจ เพราะการเพิ่มขึ้นของราคามักมาพร้อมกับการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยและต้นทุนทางธุรกิจที่สูงขึ้น และเมื่อทั่วโลกตกอยู่ในภาวะเดียวกัน เราอาจต้องเตรียมรับมือปรับตัว ปรับวิถีการใช้จ่ายและบริหารรายรับ-รายจ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น