7HDร้อนออนไลน์

“หมอธีระวัฒน์” เผยความแปลก “ฝีดาษลิง” ในยุคปลายโควิด ระยะฟักตัวอาจนานถึง 3 สัปดาห์

วันนี้ (23 พ.ค.65) ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงโรคฝีดาษลิง โดยข้อความตอนหนึ่งระบุถึงความแปลกของฝีดาษลิงในยุคปลายโควิด 7 ข้อ ดังนี้

1 น่าจะเป็นครั้งแรกที่เป็นการรุกล้ำ ของโรคฝีดาษลิง ที่หลุดออกจากทวีปแอฟริกา และกระจายไปอยู่ในหลายประเทศ ที่ไม่ได้เป็นถิ่นฐานต้นกำเนิดในเวลาอันรวดเร็ว และเป็นการติดต่อระหว่างคนในชุมชนเองแล้ว

2 เหตุการณ์ในลักษณะนี้มีมาอยู่บ้าง ในปี 2018 และ 2019 ที่พบคนที่ติดเชื้อฝีดาษลิง จากไนจีเรียที่เดินทางไปประเทศอังกฤษและสิงคโปร์แต่ไม่ได้กระจายไปทั่ว อย่างที่เห็นในปัจจุบัน

3 ขณะนี้ยังไม่ทราบชัดเจนว่าเกิดจากการผันตัวของไวรัสหรือเกิดขึ้นจากปัจจัยของมนุษย์ ลักษณะของไวรัสที่พบในปี 2022 ยังตกอยู่ในกลุ่มก้อน ที่ใกล้ชิดกับไวรัสในแอฟริกาตะวันตก และไวรัสที่พบในประเทศโปรตุเกส ใน 2022 ยังอยู่ในลักษณะที่ใกล้กันกับไวรัสในปี 2018 2019 และยังไม่สามารถยืนยันว่าเป็นปัจจัยของไวรัสที่จะสามารถอธิบายการแพร่ ปัจจัยของมนุษย์ ยังคงไม่ชัดเจนว่า ทำไมจึงเอื้อกับการกระจายไปได้มากกว่า 10 ประเทศในเวลาตั้งแต่เดือน พ.ค.เป็นต้นมา แม้ว่าความสามารถในการแพร่ จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งยังอยู่ในระดับต่ำ และเป็นการแพร่โดยการสัมผัสใกล้ชิด ระหว่างคนสู่คน การกระจาย ทางฝอยละอองน้ำลาย ไอจาม ทางเพศสัมพันธ์ (จากเพศเดียวกันและต่างเพศ) และการสัมผัสกับเชื้อ ที่ผื่นแผลผิวหนังของคนป่วย เชื้อที่เกาะติดอยู่กับเสื้อผ้า เครื่องใช้ของคนติดเชื้อ การสัมผัสกับสัตว์ที่ติดเชื้อ โดยที่ต้นตอ คือลิงและต่อติดมายังสัตว์ฟันแทะ เช่น หนู กระรอก กระแต และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ ทั้งนี้สถานการณ์ในปัจจุบันในพื้นที่นอกบริเวณต้นตอ จะเป็นการแพร่จากคนสู่คนมากกว่า

4 ข้อดีที่ฝีดาษลิง ที่เราจะสามารถระงับจำกัดการแพร่ได้ค่อนข้างเร็ว อยู่ที่ เชื้อจะแพร่ต่อเมื่อคนติดเชื้อเริ่มมีอาการแล้ว (ระยะฟักตัวอยู่ในระหว่างหนึ่งถึง 2 สัปดาห์ และนานได้ถึง 3 สัปดาห์) ดังนั้นคนที่ติดเชื้อจะรู้ตัว และ คนรอบข้างจะสามารถสังเกตได้ จากอาการไม่สบายของคนติดเชื้อที่อ่อนเปลี้ยเพลียแรงจากไข้ ปวดกล้ามเนื้อปวดหัว ปวดหลัง พร้อมกับมีต่อมน้ำเหลืองโต และเกิดผื่นตุ่มหนองตามผิวหนังที่หน้าแขนมือและลำตัวเป็นที่สังเกตได้ง่าย

5 แม้ว่าระยะเวลาของโรคกว่าที่จะหายนานถึงประมาณ 2-4 สัปดาห์ แต่อัตราเสียชีวิตยังถือว่าต่ำมากคือ น้อยกว่า 1% ในประเทศที่มีการดูแลทางการแพทย์ดี ในปัจจุบัน

6 คนที่อายุ 50 ปีขึ้นไปในประเทศไทยและเคยได้รับวัคซีนฝีดาษไข้ทรพิษ อาจจะยังมีภูมิป้องกันฝีดาษลิงได้ แต่ทั้งนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเมื่ออายุมากขึ้นไป ภูมิจะหายไปหรือไม่ (ประเทศไทยหยุดการให้วัคซีนไข้ทรพิษในปี 2523) ทั้งนี้ วัคซีนที่มีการพัฒนาใหม่(MVA-BN) และยาที่มีในปัจจุบันที่ได้รับการรับรองในปี 2019 และ 2022 ตามลำดับยังไม่เป็นที่แพร่หลายและยาที่ใช้เป็นเพียงเพื่อระงับการแพร่กระจายเชื้อไปสู่คนอื่น ส่วนวัคซีนฝีดาษหรือไข้ทรพิษที่เคยใช้ในสมัยก่อนอาจจะไม่ได้เป็นทางเลือกเนื่องจากถ้ามีการแพ้จะเกิดมีสมองอักเสบและอัตราเสียชีวิตจากการแพ้สูงถึง 50% สถานการณ์ปัจจุบันอาจยังไม่สามารถระบุได้ว่าจำเป็นต้องมีการใช้วัคซีนในประชาชนทั่วไปหรือไม่เนื่องจากการกระจายของเชื้อยังเป็นกระจุกเท่านั้น

7 ข้อดีของการที่มีโควิดก็คือ การป้องกันตัวจะเป็นในลักษณะเหมือนกันทุกประการไม่ว่าการใส่หน้ากากล้างมือ ไม่สบายกักตัวแยกห่าง สถานการณ์ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ตอกย้ำความสำคัญที่ต้องไม่ทำลายระบบนิเวศธรรมชาติ การรุกล้ำป่า ล่าสัตว์ป่า และความสำคัญที่ต้องมีระบบในการเฝ้าติดตามโรคที่เกิดขึ้นในมนุษย์โดยรวดเร็วที่สุดเพื่อการควบคุมรักษาและป้องกันได้ทันท่วงที

หมอธีระวัฒน์ ระบุด้วยว่า ถ้าคนไม่สบายแล้วยังคลุกคลีสัมผัสกับคนอื่นมากเท่าใด ก็มีโอกาสแพร่เชื้อได้มากเท่านั้น และคนที่ติดเชื้อระลอก 2 จะปรากฏอาการภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่อาจนานได้ถึง 3 สัปดาห์ ทำให้โรคแพร่กระจายออกไปได้กว้างยิ่งขี้น การติดเชื้อในประเทศอังกฤษคล้ายเป็นการแพร่ในชุมชน โดยที่รายต่อมาไม่ได้สัมผัสกับรายแรกและไม่ได้กลับจากพื้นที่ต้นตอ ข้อดีของไวรัสตัวนี้ก็คือ ความสามารถในการแพร่ติดต่อยังอยู่ในระดับต่ำมาก ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่คลุกคลี จะติดทุกคน แต่ต้องกักตัว 21 วัน เมื่อทราบว่าได้สัมผัส

ในปี 2020 องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่ามีผู้ที่น่าจะติดเชื้อฝีดาษลิง 4,594 คน เสียชีวิต 171 คน แต่ทั้งนี้ไม่ได้รับการยืนยันด้วยการตรวจ PCR