7HDร้อนออนไลน์

เปิดเรียนรอบนี้ อย่าให้ลูกแบกกระเป๋าหนักเกินไป

เปิดเรียนรอบนี้ อย่าให้ลูกแบกกระเป๋าหนักเกินไป
ภาพเด็กไทยแบกกระเป๋านักเรียนใบโตไปโรงเรียนเป็นที่คุ้นตาในสังคม จนบางครั้งมีข่าวว่า เด็กบางคนแบกกระเป๋านักเรียนหนักไปจนกระดูกสันหลังคด

ในโอกาสที่โรงเรียนกำลังจะเปิดเทอมเต็มรูปแบบหลังจากปิดไปยาวนานจากสถานการณ์โควิด อยากถือโอกาสนี้เตือนพ่อแม่ทุกท่าน อย่าให้ลูกเราแบกกระเป๋าหนักเกินไป โดยเฉพาะในยุคโควิดทึ่หลายโรงเรียนมีนโยบายไม่ให้เด็กเก็บของที่โรงเรียน เพื่อลดความเสี่ยงด้านสุขอนามัย แต่อาจทำให้เด็กต้องแบกกระเป๋าหนักขึ้น

ทั้งนี้ตั้งแต่ในยุคก่อนโควิด ข้อมูลจากกรมการแพทย์ระบุว่า เด็กควรสะพายกระเป๋านักเรียนที่มีน้ำหนักไม่เกิน 10-20 % ของน้ำหนักตัว เช่น หากเด็กมีน้ำหนัก 30 กก. น้ำหนักกระเป๋าที่เด็กถือได้ต้องไม่เกิน 3 กก. เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ทั้งจากสายตาที่เราเห็นและงานสำรวจจำนวนมาก พบว่าเด็กไทยวัยประถมแบกกระเป๋าหนักเกินกว่าน้ำหนักที่เหมาะสม หรือเกิน 10% ของน้ำหนักตัวเด็กทั้งนั้น บางงานสำรวจพบว่าเด็กประถมต้องแบกกระเป๋าหนักมากกว่า 7 กก. ด้วยซ้ำ

ข้อเสียของเด็กแบกกระเป๋ามีหลายประการ เช่น

- ในวัยอนุบาลหรือประถมต้น ที่เด็กยังมีการทรงตัวหรือร่างกาย แขน ขายังไม่แข็งแรง การแบกกระเป๋าใบใหญ่และน้ำหนักมากเกินไป เสี่ยงทำให้เด็กล้มง่าย เดินลำบาก เสี่ยงบาดเจ็บทั้งจากการล้มและกล้ามเนื้อหรือโครงสร้างร่างกายที่ได้รับผลกระทบจากการแบกกระเป๋า

- ในเด็กที่โตขึ้น กระเป๋าที่หนักไปเสี่ยงก่อผลเสียต่อร่างกายทั้งการบาดเจ็บในระยะสั้นและระยะยาว โดยกระเป๋าที่หนักไปทำให้กระดูกสันหลังโค้ง ปวดหลัง ปวดคอ ปวดไหล่ บางคนเป็นระยะสั้นๆ บางคนอาจเป็นเรื้อรัง ในระยะยาวอาจมีผลต่อพัฒนาการด้านความสูงของเด็ก ข้อมูลจากนายระพินทร์ พิมลศานติ์ ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า กระเป๋าแต่ละประเภทส่งผลกระทบหรือสร้างความเสียหายแก่เด็กแตกต่างกัน เช่น กระเป๋าสะพายหลังทำให้กล้ามเนื้อบ่าทำงานหนักเพราะต้องรับน้ำหนักจากการกดทับของกระเป๋าและการเกร็งกล้ามเนื้อ โดยสามารถก่อผลกระทบในระยะยาว  ขณะที่หากเป็นกระเป๋าถือ มักส่งผลต่อกล้ามเนื้อแขนไหล่ บ่า คอ กล้ามเนื้อแขนข้างที่ใช้ถือถูกใช้งานหนักกว่า ร่างกายเด็กถูกดึงไปข้างหนึ่ง ขณะที่คอจะถูกเอียงต้านไปในทิศตรงข้าม เสี่ยงอันตรายต่อคอของเด็ก ก่อให้เกิดอาการเมื่อยล้า และอาจเกิดกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง

- จากการทดสอบของศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้นักเรียนแบกกระเป๋าน้ำหนักตั้งแต่ 20% ของน้ำหนักตัวเด็กและทำการเอกซเรย์ พบว่า ทำให้กระดูกสันหลังเด็กโค้งผิดปกติ กระดูกสันหลังมีรูปร่างคดคล้ายตัวเอส โดยบริเวณที่พบกระดูกสันหลังคดอยู่ในระดับอกต่อกับเอว

- กระทบประสิทธิภาพการเรียนรู้ของเด็กในระยะยาว เนื่องจากหากเด็กมีอาการปวดเรื้อรัง จนเป็นปัญหาสุขภาพจิต เกิดปัญหาความเครียด ส่งผลต่อประสิทธิภาพของการเรียนได้

- กระทบบุคลิกภาพของเด็กตั้งแต่เล็กจนโต หากเด็กได้รับผลกระทบเชิงโครงสร้างทางร่างกาย จนกระทบบุคลิกภาพของเด็ก ทำให้เสียโอกาสด้านสังคมและพัฒนาการอื่นๆ ตามมา

ทั้งนี้สาเหตุที่เด็กต้องแบกกระเป๋าหนักไปมีหลายอย่าง เช่น เด็กไม่จัดตารางสอน บ้างกลัวลืมหนังสือ จึงนำหนังสือทั้งหมดใส่ในกระเป๋า หรือครูให้เด็กนำสิ่งของไปโรงเรียนเยอะเกินไป หนังสือหลายเล่มมากไป ขณะที่บางครั้งยังเกิดจากเด็กไม่ได้นำของที่ไม่จำเป็นออกจากกระเป๋านักเรียนด้วย

ดังนั้น คำแนะนำเพื่อลดปัญหาเด็กหรือลูกเราต้องแบกกระเป๋าหนักไปมี 4 ข้อ คือ

1. ครูควรอนุญาตให้นักเรียนเก็บหนังสือบางส่วนที่โรงเรียน ตลอดจนระบุหนังสือเล่มที่ต้องใช้ในแต่ละวันให้ชัดเจน เพราะบางวิชามีหนังสือเรียนหลายเล่ม
2. พ่อแม่ ผู้ปกครอง ต้องหมั่นดูกระเป๋าลูก เพื่อลดสิ่งของที่ไม่จำเป็น หรือแก้ปัญหาเด็กไม่จัดตารางสอน
3. สำหรับเด็กเล็ก ใช้กระเป๋าสะพายหลังเสี่ยงก่อผลกระทบน้อยกว่ากระเป๋าถือ โดยควรสะพายบนบ่าทั้ง 2 ข้าง ไม่สะพายข้างเดียว ใช้สายกระเป๋าเส้นใหญ่ ปรับสายให้พอดี ให้กระเป๋าแนบลำตัว ให้ก้นกระเป๋าอยู่ระดับเอว นอกจากนี้ควรจัดของหรือหนังสือในกระเป๋าโดยนำของที่มีน้ำหนักมากวางชิดหลัง วางให้สมดุล ไม่ถ่วงไปด้านใดด้านหนึ่ง
4. ผู้บริหารโรงเรียนต้องให้ความสำคัญกับปัญหากระเป๋าหนักเกินไปของนักเรียน โดยส่งเสริมให้คุณครูทุกคนและทุกระดับชั้นช่วยเหลือเด็กให้แบกเฉพาะของที่จำเป็นจริงๆ

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้คำแนะนำเกี่ยวกับน้ำหนักกระเป๋าที่เหมาะสมสำหรับเด็กแต่ละชั้น ดังนี้ สำหรับนักเรียน ป.1-2 ควรแบกไม่เกิน 3 กก. นักเรียน ป.3-4 ควรแบกไม่เกิน 3.5 กก. นักเรียน ป.5-6 ควรแบกไม่เกิน 4 กก.

แต่จากการสำรวจ สัดส่วนนักเรียนไทยที่แบกกระเป๋าน้ำหนักเกิน 10% ของน้ำหนักตัวเด็ก พบว่าในชั้น ป.1-2 สูงถึง 90% ชั้น ป.3 ที่ 72% และชั้น ป.4 ที่ 70% ส่วนที่แบกกระเป๋าเกิน 20% ขึ้นไปของน้ำหนักตัว พบว่า ในชั้น ป.1-2 อยู่ที่ 25% ชั้น ป.3 ที่ 15% และชั้น ป.4 ที่ 7%

#เศรษฐศาสตร์ตลาดสด เห็นว่า โดยเฉพาะในยุคโควิด ที่หลายโรงเรียนมีนโยบายไม่อยากให้เด็กเก็บของที่โรงเรียน เสี่ยงทำให้เด็กต้องแบกของไปกลับในแต่ละวันมากขึ้น กระเป๋านักเรียนหนักขึ้น พ่อแม่และโรงเรียนยิ่งต้องระวังปัญหาการแบกกระเป๋าหนักเกินไปของนักเรียนให้ดี