ข่าวภาคค่ำ

คอลัมน์หมายเลข 7 : ร้อง สนง.พระพุทธฯ ให้เอกชนเช่าที่ทับซ้อนชุมชน

ข่าวภาคค่ำ - ชาวบ้านชุมชนตลาดเฉลิมโลก ฝั่งเหนือ เรียกร้องให้มีการตรวจสอบการทำสัญญาเช่าที่ดิน 5 ไร่ ย่านประตูน้ำ ของ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เชื่อเป็นการทำสัญญาไม่ชอบด้วยกฎหมายและเกี่ยวโยงจับพระเถระคดีเงินทอนวัด เป็นอย่างไรติดตามในคอลัมน์หมายเลข 7

ข้อพิพาทที่ดินศาสนสมบัติกลางย่านประน้ำ แปลง "ตลาดเฉลิมโลก ฝั่งเหนือ" เนื้อที่รวม 5 ไร่เศษ ซึ่งถือเป็นทำเลทองย่านเศรษฐกิจ และเป็นที่ตั้งของตึกแถวประมาณ 100 คูหา แต่เกิดเป็นข้อพิพาท หลังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งเข้าไปทำสัญญาเช่าที่ดินเพื่อพัฒนาที่ดิน ทับซ้อนกับชาวบ้านที่เป็นผู้เช่าเดิม เช่ามาตั้งแต่ปี 2504 และมีอายุสัญญาไปจนถึงปี 2568  

ห้วงเวลาสำคัญของข้อพิพาทนี้ แบ่งเป็น 4 ช่วง นับตั้งแต่ปี 2550 หลังสำนักงานเขตราชเทวี พบการต่อเติมอาคารผิดกฎหมาย จำนวน 17 คูหา จึงมีคำสั่งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ผู้ให้เช่าอาคาร แก้ไขรื้อถอนส่วนที่มีการต่อเติมออก 

กลายเป็นชนวนเริ่มต้นที่นำไปสู่การใช้เป็นข้ออ้างของสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ บอกเลิกสัญญากับชาวบ้านในชุมชน และหาบริษัทเอกชนที่จะเข้ามาพัฒนาปรับปรุงที่ดิน อ้างเหตุผลเรื่องของความปลอดภัย และความทรุดโทรมของตัวอาคาร ที่ใช้งานมานานกว่า 50 ปี

โดยมีความพยายามในการทำสัญญากับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ให้ได้เข้าไปพัฒนาที่ดินบริเวณดังกล่าว เพื่อสร้างเป็นห้างสรรพสินค้าและโรงแรม ซึ่งสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ได้ทำหนังสือข้อหารือทางกฎหมาย ไปยังหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สอบถามเรื่องการทำสัญญาเพื่อให้เช่าที่ดิน โดยที่ยังไม่ได้บอกเลิกสัญญาเช่ากับผู้เช่าเดิม ว่าสามารถทำได้หรือไม่

แม้จะได้รับคำตอบที่ยืนยันตรงกัน ว่าไม่สามารถทำสัญญาทับซ้อนกันได้ และการบอกเลิกสัญญาเช่า ก็ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขเพื่อประโยชน์ทางราชการ หรือ นำไปบูรณะพัฒนาวัดเท่านั้น แต่สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ อ้าง สัญญาเช่ากับบริษัทเอกชน เป็นคนละประเภทกับสัญญาของผู้เช่าเดิม

จนนำไปสู่การทำสัญญาให้เอกชนเช่าที่ดิน ในปี 2562 เป็นระยะเวลา 40 ปี ค่าเช่า 400 กว่าล้านบาท ขณะที่มูลค่าโครงการกว่า 4,000 ล้านบาท ซ้อนกับสัญญาเดิมของชาวบ้านที่ยังคงอยู่ 

แต่ความพยายามเหล่านั้น ยังไม่เป็นผล เพราะการรื้อถอนอาคารเพื่อเข้าไปพัฒนาพื้นที่ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เนื่องจากชาวบ้านไม่ยินยอม มีการไปยื่นร้องต่อศาลแพ่ง และศาลได้มีการออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

การทำสัญญาที่เกิดขึ้น ยังถูกตั้งข้อสังเกตว่า คาบเกี่ยวกับห้วงเวลาที่มีการจับกุมพระพรหมดิลก จำเลยในคดีเงินทอนวัด ก่อนที่ศาลจะตัดสินให้พ้นผิด ซึ่งพระพรหมดิลกเป็นผู้คัดค้านการให้เอกชนรายนี้เข้าไปเช่าพื้นที่ ถูกจับก่อนวันประชุมมหาเถรสมาคม เพื่อลงมติพิจารณาการทำสัญญาให้เช่าที่ดินกับบริษัทดังกล่าว เพียง 1 วันเท่านั้น 

จากปัญหาข้อพิพาทนี้ นำไปสู่การยื่นฟ้องร้องกันไปมาระหว่างหลายฝ่าย พร้อมคำถาม การเซ็นสัญญาของสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ กับบริษัทที่เข้ามาพัฒนาที่ดิน ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ผลตอบแทนที่สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ได้รับ มีความคุ้มค่าเพียงใด เมื่อที่ดินบริเวณดังกล่าว มีการตีราคาประเมินอยู่ที่ประมาณ 60,000 กว่าล้านบาท และความเหมาะสมในการนำที่ดินศาสนสมบัติกลาง ไปให้เอกชนเช่าลงทุนในเชิงพาณิชย์ เป็นสิ่งที่สามารถทำได้หรือไม่ ทั้งหมดนี้ เป็นคำถามที่ยังรอคำตอบ