เช้านี้ที่หมอชิต

ถูกเรียกเก็บค่าน้ำเกือบ 50,000 บาท คาดอ่านมิเตอร์ผิด จ.เชียงใหม่

เช้านี้ที่หมอชิต - เจ้าของร้านข้าวต้มช็อกเจอบิลค่าน้ำยอดรวม 2 เดือน เกือบ 50,000 บาท แถมยังถูกเจ้าหน้าที่มาตัดมิเตอร์ ทั้งที่ยังไม่เกินกำหนดชำระ คาดว่าเจ้าหน้าที่น่าจะอ่านมิเตอร์ผิดหรือมีน้ำรั่วไหล ทำให้มียอดค่าน้ำพุ่งหลายเท่าตัว จากปกติเสียค่าน้ำแค่เดือนละ 600-700 บาท จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบ

นางบุญเลยลักษณ์ จันทร์ใส อายุ 61 ปี เจ้าของร้านข้าวต้ม ในตำบลต้นเปา อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ได้นำใบแจ้งค่าน้ำประปาของการประปาส่วนภูมิภาค สาขาสันกำแพง มาร้องเรียนกับผู้สื่อข่าว หลังได้รับใบแจ้งค่าน้ำประปา มียอดค้างชำระในเดือนพฤษภาคม และมิถุนายน 2565 รวมเป็นเงินถึง 47,539.56 บาท และมีกำหนดให้ชำระภายในวันที่ 27 มิถุนายน หากเกินกำหนดจะถูกระงับการใช้น้ำ ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2565 แต่ปรากฏว่าช่วงเย็นวันที่ 17 มิถุนายน ทางการประปาส่วนภูมิภาคกลับส่งเจ้าหน้าที่มาตัดมิเตอร์น้ำทั้งที่ยังไม่เลยกำหนดชำระที่ระบุในใบแจ้งหนี้

โดยเธอเล่าว่า รู้สึกตกใจและแปลกใจมาก เนื่องจากมีการใช้น้ำที่สูงถึง 845,000 ลิตร ซึ่งจากตัวเลขมาตราวันที่ 6 พฤษภาคม อยู่ที่ 2655 ถึงวันที่ 17 มิถุนายน ตัวเลขอยู่ที่ 3500 หรือมีการใช้น้ำเพียง 845 ลิตรเท่านั้น ทำให้เดือนมิถุนายนที่ผ่านมามียอดเรียกเก็บสูงถึง 24,356.75 บาท ส่วนเดือนพฤษภาคมก่อนหน้านี้มียอดจำนวน 21,477.84 บาท จึงตัดสินใจนำเรื่องนี้มาร้องเรียนต่อสื่อมวลชน เพราะคาดว่าอาจจะมีการอ่านตัวเลขการใช้น้ำผิดพลาด หรือมีปัญหาน้ำรั่วไหล เนื่องจากที่ผ่านมาตนเองใช้น้ำและจ่ายค่าน้ำเฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 600-700 บาทเท่านั้น ขณะเดียวกันไม่เข้าใจว่าทำไม 2 เดือนที่ผ่านมา ค่าน้ำจึงพุ่งสูงแบบก้าวกระโดดหลายเท่าตัว โดยปกติแล้วที่ร้านไม่มีคนพักอาศัย จะเปิดให้บริการในเวลา 16.00-22.00 น. ของทุกวัน ส่วนการใช้ใช้น้ำจะใช้ล้างจานชามเท่านั้น และเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา ครอบครัวติดโควิด-19 กันทั้งบ้าน จึงปิดร้านไปนานกว่าครึ่งเดือน แต่กลับถูกตัดมิเตอร์น้ำ จนต้องไปขอต่อน้ำจากร้านที่อยู่ติดกันใช้ชั่วคราวเพื่อใช้ล้างจานชามแก้ปัญหาไปก่อน

ทั้งนี้ ยอมรับว่าตอนนี้ยังไม่รู้จะทำอย่างไร ติดต่อไปที่เจ้าหน้าที่ก็ได้รับคำตอบว่าให้ไปชำระค่าน้ำที่ค้างไว้ทั้งหมดก่อนหรือขอผ่อนชำระ จึงจะต่อมิเตอร์น้ำให้ ซึ่งเธอก็ยังไม่รู้ว่าจะหาเงินจำนวนมากขนาดนี้ไปจ่าย จึงขอวิงวอนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ เนื่องจากได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก