7HDร้อนออนไลน์

"ผู้ปกครองอ่วมแบกรับภาระค่าเทอม"

#เศรษฐศาสตร์ตลาดสด ผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19และ ภาวะเศรษฐกิจทั้งเรื่องเงินเฟ้อพุ่ง ดอกเบี้ยขึ้นยิ่งทำให้ภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว มาตรการเยียวยาและลดค่าเทอมจึงควรมีต่อเนื่อง อีกทั้งภาครัฐต้องเฝ้าระวังจำนวนเด็กออกนอกระบบการศึกษา

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ประเมินว่า มูลค่าการใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของบุตรหลานของผู้ปกครองในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลในช่วงเปิดเทอมใหญ่ปี 2565 นี้ มีมูลค่าประมาณ 26,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 2.0 เมื่อเทียบกับผลสำรวจในช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ค่าเทอมและค่าธรรมเนียม (คำนวณในส่วนของโรงเรียนรัฐและเอกชน ไม่รวมโรงเรียนนานาชาติ) โดยเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยประมาณร้อยละ 0.7 จากผลสำรวจในปีที่ผ่านมา หรือมีมูลค่า 22,700 ล้านบาท โดยค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ที่ปรับขึ้นเป็นผลของฐาน เนื่องจากในปีการศึกษา 2565 นี้ ทางโรงเรียนเปิดเรียนแบบเต็มรูปแบบ ทำให้ในส่วนของค่าธรรมเนียม ค่าบริการและค่ากิจกรรมต่าง ๆ กลับมาจัดเก็บในอัตราปกติ

“ย้อนดูมาตรการเยียวยาช่วยลดค่าเทอม ปี 2564 ที่ผ่านมา” ตาม มติ ครม.วันที่ 27 ก.ค. 2564 ได้อนุมัติหลักการมาตรการเยียวยาช่วยเหลือผู้ปกครองและนักศึกษา รวมทั้งสถานศึกษาทั่วประเทศในการลดค่าใช้จ่ายทางการศึกษาภาคเรียนที่ 1/2564 งบประมาณรวม 33,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้

1. ช่วยเยียวยานักเรียน ระดับอนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา
• สนับสนุนค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครองในอัตรา 2,000 บาท ต่อนักเรียน 1 คน ครอบคลุมนักเรียนทั่วประเทศ ตั้งแต่ชั้นอนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอาชีวศึกษา จำนวนมากกว่า 10 ล้านคน
• การจัดสรรค่าใช้จ่ายและอุปกรณ์เพื่อช่วยสถานศึกษา เพื่อรองรับการเรียนออนไลน์ โดยเฉพาะในพื้นที่มีความจำกัดทางทรัพยากร
• การขอความร่วมมือโรงเรียนเอกชนให้ลด ชะลอ หรือตรึงค่าใช้จ่าย

2. ช่วยเยียวยานักศึกษา -ลดค่าเทอม นักศึกษาสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ
• รัฐบาลจะร่วมจ่ายกับสถาบันอุดมศึกษาในสัดส่วนร้อยละ 60:40 ของส่วนลด
• ลด ร้อยละ 50 กรณีค่าเล่าเรียน/ค่าธรรมเนียมการศึกษาไม่เกิน 50,000 บาท
• ลดเพิ่ม ร้อยละ 30 กรณีค่าเล่าเรียน/ค่าธรรมเนียมการศึกษา มากกว่า 50,001 - 100,000 บาท
• ลดเพิ่มร้อยละ 10 กรณีค่าเล่าเรียน/ค่าธรรมเนียมการศึกษา เกิน 100,000 บาท

3. ช่วยเยียวยานักศึกษา -ลดค่าเทอม นักศึกษาสถาบันอุดมศึกษาเอกชน
• ค่าเล่าเรียน/ค่าธรรมเนียมการศึกษา รัฐสนับสนุนในอัตรา 5,000 บาท/คน
• ให้สถาบันพิจารณาลดค่าเล่าเรียนเพิ่มเติม หรือสนับสนุนมาตรการอื่นๆ เช่นขยายเวลาหรือผ่อนชำระ จัดหาอุปกรณ์ ลดค่าหอพัก

“ผลจากมาตรการเยียวยาฯ ปี 2564 ที่ผ่านมาช่วยบรรเทาผลกระทบได้บางส่วน” ข้อมูลจากสำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี มาตรการข้างต้นนี้เป็นการช่วยเหลือเป้าหมายรวมแล้วจะมีเด็กและเยาวชนที่ได้รับเงินช่วยเหลือในส่วนนี้จำนวนประมาณ 11 ล้านคน สำหรับระดับสถาบันอุดมศึกษาภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวง อว. ได้แก่ นักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐและในกำกับของรัฐ 35 แห่ง จำนวนนักศึกษา 922,794 คน มหาวิทยาลัยราชภัฏ 38 แห่ง จำนวนนักศึกษา 396,858 คน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล 9 แห่ง จำนวนนักศึกษา 133,782 คน และสถาบันวิทยาลัยชุมชน 1 แห่ง นักศึกษา 11,678 คน และนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน 72 แห่ง จำนวน 285,500 คน รวมแล้วจึงจะมีนักศึกษาที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการสำหรับสถาบันอุดมศึกษา 1,750,109 คน จากสถาบันอุดมศึกษา 155 แห่ง ทั้งของรัฐและเอกชน

“เฝ้าระวังจำนวนเด็กออกนอกระบบการศึกษากลางคัน” ผลจากสถานการณ์โควิด-19 และผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปี 2564 ซึ่งเงินเฟ้อในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาอยู่ที่ร้อยละ 7.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564 ปัจจัยหลักยังคงเป็นราคาพลังงานและอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มพลังงาน ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาในตลาดโลก อีกทั้งอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับขึ้นตามประกาศของเฟด ซึ่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นร้อยละ 0.75 ผู้ปกครองมีภาระในค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ค่าเทอมเป็นอีกภาระค่าใช่จ่ายที่ควรได้รับความช่วยเหลือจากรัฐต่อเนื่อง

ข้อมูลที่น่ากังวลคือ  จำนวนเด็กออกนอกระบบการศึกษามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในปีการศึกษา 2564 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่ามีนักเรียนยากจนพิเศษเพิ่มขึ้นสูงถึง 1,244,591 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 19.98 ของนักเรียนทั้งหมด เปรียบเทียบจากเทอม 1ของ ปี 2563 ที่มีนักเรียนยากจนพิเศษจำนวน 994,428 คน หรือเพิ่มขึ้นจำนวน 250,163 คน จากตัวอย่างการสำรวจจำนวนเด็กหลุดออกนอกระบบในปีการศึกษา 2564 พบว่ากลุ่มมัธยมศึกษาตอนปลายมีสัดส่วนมากสุด โดยจำนวนนักเรียนหลุดจากระบบประถมศึกษามีสัดส่วนน้อยสุดเพราะเป็นการศึกษาภาคบังคับราว ในขณะที่ระดับมัธยมปลายอยู่ที่ร้อยละ 48 และในจำนวนนี้โอกาสเข้ามหาวิทยาลัยได้เพียงร้อยละ 8 – 10 เท่านั้น ทาง กสศ. ชี้ว่าสถานการณ์ปัญหาเด็กเสี่ยงหลุดนอกระบบในพื้นที่เนื่องจากประสบปัญหายากจนฉับพลัน มีการย้ายถิ่นจากการตกงาน และการเรียนออนไลน์ที่ไม่มีประสิทธิผล  สำหรับในปี 2565 นี้ สภาพปัญหาดังกล่าวและภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเด็กกลุ่มเสี่ยงกว่า 2.4 ล้านคนซึ่งอยู่กับครัวเรือนที่มีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่าเส้นความยากจน ของสศช. ระบุไว้ที่ 2,700 บาทต่อคน/เดือน ที่มีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา

ยิ่งสถานการณ์เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น รายได้ผู้ปกครองลดลง ดังนั้นจะต้องเร่งแก้ปัญหาดังกล่าว ต้องติดตามดูว่าภาครัฐจะมีมาตรการเยียวยาฯ หรือไม่  เพราะมาตรการฯ ดังกล่าวเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองได้บางส่วน ซึ่งดีกว่าไม่มีเลย ที่สำคัญต้องเฝ้าระวังเด็กออกนอกระบบการศึกษากลางคันอีกด้วย