ข่าวในพระราชสำนัก

องคมนตรี ไปติดตามการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่จังหวัดกระบี่

พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคใต้ และพลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี รองประธานอนุกรรมการฯ ไปติดตามการดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำคลองหยา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานไว้เมื่อปี 2530 โดยมี สำนักงาน กปร.สนับสนุนงบประมาณก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ ความจุ 3.2 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบัน สามารถส่งน้ำสนับสนุนการอุปโภคบริโภคให้ราษฎรหมู่ที่ 1, 2, 3 บางส่วน และหมู่ที่ 8 รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง ประมาณ 800 ครัวเรือน ทำให้ราษฎรมีน้ำใช้เพียงพอ สามารถประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้ตลอดทั้งปี พร้อมกับติดตามโครงการปลูกข้าวเพื่อบริโภคครบวงจรในเขตนิคมสหกรณ์อ่าวลึกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระราชดำริให้ส่งเสริมการปลูกข้าว เพื่อให้ราษฎรมีข้าวบริโภคเพียงพอ ในปี 2564 มีเกษตรกรทำนา 28 ครัวเรือน รวมผลผลิตข้าวเปลือกที่ได้จากทั้งการทำนาปรังและนาปี ประมาณ 11,634 ถัง เกษตรกรมีรายได้รวม 2,032,320 บาท

จากนั้น ไปเยี่ยมและพบปะกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวบ้านปากน้ำ และกลุ่มผู้ใช้น้ำโครงการอ่างเก็บน้ำคลองหยาที่ได้รับประโยชน์จากโครงการฯ ในปี 2538 ราษฎรได้รวมกันจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำและกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวขึ้น เพื่อร่วมบริหารจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมกันนี้ รับฟังบรรยายสรุปการดำเนินงานโรงสีข้าวพระราชทาน ปัจจุบันอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของสหกรณ์นิคมปากน้ำ จำกัด มีเครื่องสีข้าว 2 เครื่อง ส่งผลให้ราษฎรสามารถทำนาข้าวได้อย่างครบวงจร ทำให้มีข้าวบริโภคพอเพียง ซึ่งมีแผนส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวเพิ่มมากขึ้น และสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อผลักดันให้เป็นผลผลิตประจำจังหวัดกระบี่

ในตอนบ่าย ไปติดตามการดำเนินโครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าทุ่งทะเลอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเกาะลันตา ซึ่งสมเด็จพระนางสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงรับเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เมื่อปี 2537 ตามที่จังหวัดกระบี่ ได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพื้นที่ป่าทุ่งทะเล เนื้อที่ประมาณ 4,200 ไร่ เพื่อเป็นแหล่งฟื้นฟู อนุรักษ์ป่าไม้ สัตว์ป่า และสัตว์น้ำให้มีความอุดมสมบูรณ์ ตลอดจนรักษาไว้ซึ่งระบบนิเวศของป่าทุ่งทะเลให้ยั่งยืน และเป็นสถานที่ฝึกศิลปาชีพ หรือสงวนไว้ใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ต่อมามีพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการศิลปาชีพทุ่งทะเล เพื่อพัฒนาทักษะและส่งเสริมอาชีพด้านการทอผ้า (กี่กระทบ) ของราษฎร ในปีงบประมาณ 2565 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมประมง ได้รับการสนับสนุนงบประมาณดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ทำให้สามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ และยกระดับรายได้ของราษฎรโดยรอบโครงการฯ เน้นให้ราษฎรมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาและช่วยฟื้นฟูสภาพป่าทุ่งทะเลให้มีความอุดมสมบูรณ์ มีความสมดุลทางระบบนิเวศ ส่วนการขยายผลโครงการฯ เนื่องจากราษฎรยังขาดความรู้ความเข้าใจในการจัดตั้งกลุ่มอาชีพ และขาดช่องทางการตลาด จึงวางแผนจัดหาบุคลากรมาฝึกอบรมให้ความรู้วิธีการบริหารจัดการในการจัดตั้งกลุ่มอาชีพ ตลอดจนพัฒนาฝีมือการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่า ส่งเสริมช่องทางการตลาด ทั้งการขายสินค้าออนไลน์ การนำแอปพลิเคชันมาช่วยส่งเสริมการขาย และสร้างเพจสินค้า เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่าย พร้อมส่งเสริมคนรุ่นใหม่เข้ามาสืบสานงานฝีมือเพื่ออนุรักษ์ไม่ให้สูญหาย

ข่าวอื่นในหมวด