7HDร้อนออนไลน์

เตรียมรับมืออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น

จากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยของไทยอาจต้องมีการปรับขึ้นในปีนี้มากกว่าหนึ่งครั้ง และอาจทำให้อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อทั้งหลายจะต้องปรับตัวสูงขึ้นตาม

#เศรษฐศาสตร์ตลาดสด จะอธิบายให้ฟังว่าทำไมเราถึงต้องระมัดระวังช่วงเวลาแบบนี้ และทำไมการขึ้นอัตราดอกเบี้ยจึงจำเป็น

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้มีอยู่ 2 แบบ คือ แบบคงที่และแบบลอยตัว
1. แบบคงที่ – ตอนที่คุณทำสัญญากู้ยืม (สินเชื่อ) มีการระบุอัตราดอกเบี้ยชัดเจน เช่น 2% หรือ 3% ต่อปี สัญญาแบบนี้ต่อให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับขึ้นหรือลงไปเท่าไหร่ก็ตาม ก็ไม่กระทบกับสัญญาของคุณ คุณยังต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราที่ระบุไว้ในสัญญา
2. แบบลอยตัว – สัญญากู้ยืม (สินเชื่อ) มีการระบุให้ชำระดอกเบี้ยโดยขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง เช่น MRR+3 , MLR+2

MRR = อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อรายย่อยชั้นดี เป็นอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดที่ธนาคารกำหนดสำหรับสินเชื่อบุคคลประเภทที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด
MLR = อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อสำหรับลูกค้าชั้นดี เป็นอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดที่ธนาคารจะคิดกับลูกค้าธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด ซึ่งจะต่ำกว่า MRR 

โดยปกติแล้วอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงที่แต่ละธนาคารกำหนดนี้จะเป็นอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อระยะสั้นที่สุด และขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมระหว่างธนาคารแบบข้ามคืน (Overnight Repurchase Rate: OR) ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่นับเป็นต้นทุนประเภทหนึ่งของธนาคาร ธนาคารแห่งประเทศไทยคำนวณค่าเฉลี่ยอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมระหว่างธนาคารของธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริง (THOR) โดยปกติแล้วอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมระหว่างธนาคารแบบข้ามคืนนี้มีความสัมพันธ์กับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่กำหนดโดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศ

>> นั่นหมายถึง เมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่ม อัตราดอกเบี้ยดอกเบี้ยกู้ยืมจะสูงขึ้น

การที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากและอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมระหว่างธนาคารต่างก็เพิ่มขึ้น จะดันให้ต้นทุนทางการเงินของธนาคารสูงขึ้น หากรายรับ (อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อ) ไม่ปรับสูงขึ้นตามจะส่งผลให้กำไรของธนาคารลดลง

ในสถานการณ์ปัจจุบันที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ต่ำสุดและบรรดาค่าธรรมเนียมที่หายไปกับการใช้ธุรกรรม mobile banking ที่มากขึ้นและการแข่งขันที่สูงขึ้น ทำให้ผลกำไรจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยมีค่อนข้างต่ำบวกกับรายได้ค่าธรรมเนียมที่ลดลง หากต้นทุนทางการเงินสูงขึ้นโดยไม่มีรายรับเพิ่มขึ้นตาม ไม่ใช่เพียงแต่จะกระทบกับผลการดำเนินงานของธนาคารหรือผลตอบแทนผู้ถือหุ้น แต่ยังอาจทำให้ส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ
======
การคงอัตราดอกเบี้ยต่ำนานเกินไป มักจะทำให้เกิดความเสี่ยงจากความคุ้นชิน นั่นก็คือบริโภคและใช้เกินความจำเป็น เช่น เมื่อถึงคราวรายได้หดหาย แทนที่จะประหยัด ก็กู้ไปใช้ก่อน เพราะคิดว่าอัตราดอกเบี้ยต่ำ ทำให้เกิดการสะสมของหนี้ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่เราเห็นว่าหนี้ครัวเรือนสูงขึ้นมาตลอดระยะเวลาที่เรามีอัตราดอกเบี้ยต่ำลงเรื่อยๆ

เมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างเช่นในปัจจุบัน คือ ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น อันเป็นผลมาจากราคาน้ำมัน ราคาปุ๋ย เพิ่มสูงขึ้น จนทำให้เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น รายการค่าใช้จ่ายชีวิตประจำวันที่สูงขึ้น ทำให้ความสามารถในการผ่อนชำระหนี้เงินต้นรวมถึงการจ่ายดอกเบี้ยน้อยลง

เพื่อไม่ให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ (หรือก็คือ เงินที่ออมไว้บวกกับดอกเบี้ยที่ได้รับ สามารถซื้อของได้น้อยลงกว่าใช้เงินวันนี้เพื่อซื้อของวันนี้) และทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มระดับความรุนแรงขึ้น ก็จะต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อลดแรงกดดันดังกล่าว 

โดยเฉพาะเมื่อต่างประเทศมีการเพิ่มอัตราดอกเบี้ย การคงดอกเบี้ยไว้ที่เดิม จนส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยในไทยและต่างประเทศกว้างขึ้นจะทำให้เงินไหลออก จนทำให้ค่าเงินบาทอ่อนลงและส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ กลายเป็นแรงกดดันอีกด้านหนึ่งให้ต้องมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
=====
เมื่ออัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น

การเลือกที่จะก่อหนี้ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อประเภทไหนต้องคิดถึงความเป็นไปได้ที่จะสร้างรายได้สูงพอจ่ายดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นในอนาคตด้วย ไม่ใช่คิดแค่ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในปีนี้

สำหรับผู้ที่มีสินเชื่ออยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อบ้านที่อยู่อาศัย คอนโดปล่อยเช่า หรือที่ซื้อไว้เมื่อตอนลดราคาช่วงครึ่งปีแรกของการระบาดโควิด-19 เพื่อไว้เก็งกำไร อยากให้ลองคำนวณดูว่าถ้าอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีก 2% และราคาอาหาร ของใช้ น้ำมันสูงขึ้นอีก 10% คุณมีรายได้และเงินออมพอจะจ่ายหนี้แต่ละงวดไปตลอดมั้ย และถ้าไม่พอ คุณคงต้องเลือกว่าคุณจะทำยังไงกับสินเชื่อนี้ เพราะโอกาสที่คุณจะ refinance หรือทำสัญญาเงินกู้ใหม่เพื่อให้ได้อัตราดอกเบี้ยต่ำลงนั้นแทบไม่เหลืออยู่อีกแล้ว

การเลือกผลิตภัณฑ์ในการลงทุนหรือฝากเงินจะต้องคิดให้ดี เพราะถ้าคุณฝากประจำระยะยาวที่ปกติจะได้อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าฝากออมทรัพย์หรือฝากประจำระยะสั้น นั่นจะทำให้เงินฝากของคุณอยู่กับอัตราดอกเบี้ยเดิมก่อนมีการปรับขึ้น และคุณจะเสียโอกาสในการได้รับอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าเมื่อมีการปรับดอกเบี้ยขึ้นตามตลาด นอกจากนี้การถอนเงินออกก่อนกำหนดเวลาเงินฝากประจำ ในบางกรณีก็มีค่าปรับทำให้ได้รับดอกเบี้ยเท่ากับเงินฝากออมทรัพย์

ในส่วนของผู้ที่ทำรายได้จากการลงทุนในสินทรัพย์อื่น หากนั่นเป็นเงินออมของคุณ ก็ต้องคิดถึงความเป็นไปได้ของค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในชีวิตประจำวัน ลองสำรวจดูเล่นๆ ไปก่อน ว่ารายได้และเงินออมของคุณมีพอสำหรับเงินเฟ้อและดอกเบี้ยที่สูงขึ้นมั้ย หากขาดทุนในการลงทุนหลักทรัพย์หรือกองทุนนั้นกลายเป็นศูนย์ คุณยังอยู่ได้โดยไม่ต้องก่อหนี้หรือไม่ ถ้าไม่ใช่ ก็หยุดการลงทุนชั่วคราว เก็บเงินส่วนหนึ่งไว้เป็นเงินออมเผื่อฉุกเฉินบ้าง เพื่อความไม่ประมาท เพราะเราไม่รู้ว่าผลของอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นนี้จะไปไกลแค่ไหน
=====
ท้ายนี้ ขอฝากบทเรียนจากเหตุการณ์ในอดีต

ในช่วงปี 2544-2546 ในช่วงอัตราดอกเบี้ยต่ำลงเรื่อยๆ ในสหรัฐอเมริกา มีการปล่อยสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์เป็นจำนวนมาก โดยมีการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงเพื่อแลกกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น รวมไปถึงการออกตราสารหนี้ขายให้แก่นักลงทุน โดยตราสารหนี้เหล่านี้มีสินเชื่อประเภทต่างๆ เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันและให้ผลตอบแทนอ้างอิงกับดอกเบี้ยที่ได้รับจากสินเชื่อเหล่านี้ ตลาดหุ้นอเมริกาเติบโตไปพร้อมๆ กับสถาบันการเงิน ทั้งที่ในขณะนั้น อเมริกามีการเติบโตของหนี้สาธารณะอย่างต่อเนื่อง (จาก 54.8% มาเป็น 61.2%) อันเป็นผลจากการเข้าสู่สงครามกับผู้ก่อการร้ายและการค้าที่ขาดดุลกับประเทศคู่ค้า

ต่อมาเมื่อ Fed ปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้นในกลางปี 2547 สถานการณ์พลิกทันที เพราะธุรกิจที่มีสินเชื่อกับธนาคารต้องพบกับค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น บรรดาลูกหนี้ธนาคารมีภาระดอกเบี้ยสูงขึ้น ต้องลดค่าใช้จ่ายประเภทอื่น ส่งผลให้ธุรกิจได้รับผลอีกระลอกคือยอดขายลดลง กำไรลดลงหรือขาดทุน จนต้องมีการลดจำนวนพนักงาน ในขณะที่ผู้มีรายได้น้อยเริ่มมีรายได้ไม่พอจ่ายดอกเบี้ยจนต้องขายบ้านที่ติดสัญญาสินเชื่ออยู่หรือไม่ก็ทิ้งสินเชื่อปล่อยเป็นหนี้สูญ บ้านมือสองจำนวนมากออกสู่ตลาด จนราคาอสังหาริมทรัพย์ลดฮวบ มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นหลักประกันสินเชื่อก็ลดลงอัตโนมัติ

เมื่อเกิดหนี้สูญมากขึ้น ธุรกิจธนาคารย่อมได้รับผลกระทบ มากน้อยอยู่ที่ว่าสินเชื่อที่ปล่อยไปในช่วงอัตราดอกเบี้ยต่ำ เป็นสินเชื่อที่ให้กับธุรกิจที่มีผลประกอบการดี มีสถานะแข็งแกร่งมีส่วนแบ่งในตลาดสูง อยู่ในอุตสาหกรรมที่เป็นสินค้าจำเป็นหรือไม่เปลี่ยนแปลงไปตามภาวะเศรษฐกิจมากนัก เป็นสินเชื่อที่ให้แก่คนที่มีรายได้มั่นคง หรือเป็นสินเชื่อที่ให้กับธุรกิจที่ไม่มั่นคง มียอดขายขึ้นอยู่กับการขึ้นลงของรายได้ของบุคคลทั่วไป (เช่น สินค้าฟุ่มเฟือย) เป็นสินเชื่อที่ให้แก่ผู้มีความสามารถในการทำรายได้ต่ำ

จนในที่สุดเกิดเป็นวิกฤตเศรษฐกิจทางการเงินและลามไปเป็นวิกฤตเศรษฐกิจโลกเมื่อปี 2551
=====
ในช่วงนี้เป็นจุดเปลี่ยนของระบบเศรษฐกิจโลกอีกครั้งหนึ่ง ทีม #เศรษฐศาสตร์ตลาดสด อยากให้ผู้อ่านใช้สติในการใช้จ่ายให้มากและระมัดระวังในการตัดสินใจทางการเงิน ไม่ประมาทแต่ก็ไม่ตื่นตระหนก เพราะทุกวิกฤตมักมีโอกาสซ่อนอยู่