7HDร้อนออนไลน์

ย้อนรอย 25 ปีวิกฤตต้มยำกุ้ง

ย้อนรอย 25 ปีวิกฤตต้มยำกุ้ง
#เศรษฐศาสตร์ตลาดสด ชวนย้อนรอย 25 ปีวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งเพื่อทำความเข้าใจกับสถานการณ์ปัจจุบันว่าเรากำลังเผชิญความเสี่ยงทิ่เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

วันที่ 1 กรกฎาคม เมื่อ 25 ปีก่อน คนไทยได้รู้จักกับคำว่า “ค่าเงินบาทลอยตัว” เป็นครั้งแรก เราได้เห็นค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐพุ่งไปที่ 50 บาทต่อดอลลาร์ จากที่เคยมีอัตราแลกเปลี่ยนคงที่อยู่ที่ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

วิกฤตที่เกิดขึ้นในครั้งนั้น เกิดจากความอ่อนแอทางเศรษฐกิจในหลายๆ ภาคส่วน

- ครัวเรือน  มีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อระดับรายได้ของประเทศเพิ่มสูงขึ้นโดยมีอัตราการขยายตัวของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนนี้อย่างต่อเนื่อง 

เมื่อไหร่ก็ตาม ที่เราเห็นสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP เพิ่มสูงขึ้น นั่นหมายถึงการขยายตัวของหนี้ครัวเรือนนั้นสูงกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ซึ่งก็คือการที่คนไทยก่อหนี้เพิ่มขึ้นมากกว่าการเพิ่มขึ้นของรายได้ของประเทศ และนี่คือสิ่งที่น่ากังวลเพราะนั่นหมายถึงคนไทยกำลังใช้เงินเกินตัว

โดยทั่วไปแล้ว การก่อหนี้ ก็เพื่อไปลงทุนหรือบริโภค ซึ่งการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินจะทำให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจและเกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจ การขยายตัวของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP เพียงเล็กน้อยถือว่าเป็นแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจมีการผลิต และทำให้เศรษฐกิจเติบโตต่อเนื่อง

ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดีนั้นจึงมักเป็นช่วงที่เราเห็นตัวเลขสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP มีการชะลอตัวหรือแม้แต่หดตัว (อัตราการขยายตัวติดลบ)

แต่หากสินเชื่อที่ปล่อยไป เป็นสินเชื่อที่ไม่ได้ส่งผลให้เกิดการผลิตหรือรายได้เพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจในที่สุดนั้น ย่อมหมายถึงมีการใช้เงินจากสินเชื่อไปในทางที่ไร้ผลิตภาพ (ไม่ก่อให้เกิดผลผลิตหรือการเจริญเติบโตของภาคธุรกิจ ไม่มีประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจและประชาชนโดยทั่วไป) ซึ่งส่วนใหญ่ ก็คือ การเก็งกำไรไม่ว่าจะเป็นในตลาดหลักทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์ หรือการนำเข้าของฟุ่มเฟือย อัตราการขยายตัวของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ก็จะสูงมาก

แม้ว่าสัดส่วนของหนี้ครัวเรือนในช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540 จะต่ำกว่า 50% แต่การขยายตัวของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP นั้นค่อนข้างสูง คือ ขยายตัวเกินกว่า 16% ต่อปีในช่วง 2535-2537

- ภาคการค้าระหว่างประเทศ ไทยขาดดุลการค้าและบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2531 แต่อัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาทที่ไม่สะท้อนค่าที่แท้จริงของเงินบาท

เนื่องจากระบบอัตราแลกเปลี่ยนของไทยก่อนปล่อยเงินบาทลอยตัวนั้น เป็นระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ ซึ่งก็คือค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ คงค่าอยู่ที่ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทั้งที่ในขณะนั้น การส่งออกชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องในปี 2538 และในที่สุดหดตัวในปี 2539 และในความจริงแล้วไทยขาดดุลการค้ามาตั้งแต่ก่อนปี 2531

การขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ หากอัตราแลกเปลี่ยนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามปริมาณความต้องการเงินบาท ค่าเงินบาทจะต้องอ่อนลง นั่นหมายถึงอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงเวลานั้นไม่ควรอยู่ที่ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แต่ควรสูงกว่านั้น เช่น 30 หรือ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

และเมื่อบวกกับการที่อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ทำให้ความเสี่ยงในการลงทุนในตลาดไทยสำหรับนักลงทุนต่างชาตินั้นต่ำ ทำให้เม็ดเงินจากต่างประเทศไหลเข้า ส่งผลให้ดัชนีตลาดเพิ่มสูงขึ้นจาก 711 จุดเป็น 1682 จุดภายใน 2 ปี (2534-2536)

เมื่ออัตราแลกเปลี่ยนคงที่และค่าเงินบาทแพงกว่าที่ควรจะเป็น และเม็ดเงินที่ไหลเข้าถูกนำไปใช้จ่ายเพื่อการเก็งกำไรและการบริโภค ก็ทำให้ราคาสินค้านำเข้าถูกกว่าที่ควรจะเป็น ปริมาณการนำเข้าสินค้ามีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มาตั้งแต่ปี 2529 จนไป สัดส่วนการนำเข้าต่อ GDP แตะระดับ 40% ต่อ GDP ในปี 2538 สถานการณ์การค้าเช่นนี้ ยิ่งทำให้ค่าเงินบาทเจอกับแรงกดดันมากขึ้น

- ภาคการเงิน/การลงทุนระหว่างประเทศ สัดส่วนหนี้ต่างประเทศต่อ GDP สูงขึ้นตามความต้องการใช้เงินของคนในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการกู้ไปเพื่อเก็งกำไรหรือการผลิต/ลงทุนจริงก็ตาม รวมไปถึงการกู้ยืมไปใช้จ่ายและการนำเข้าสินค้า

มูลค่าหนี้ที่กู้ยืมจากต่างประเทศโดยภาคเอกชนเพิ่มจาก 7.6 ร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาส 2 ปี 2536 มาอยู่ที่ 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี 2539 หรือก็คือหนี้เพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่าภายในเวลาเพียง 2.5 ปี

ในขณะที่ เม็ดเงินที่นำเข้ามานี้ ไม่ได้ช่วยเพิ่มผลผลิตของประเทศหรือก็คือไม่ได้สร้างรายได้ที่แท้จริง แต่ไปลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ในขณะที่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงไม่ว่าจะเป็นภาคครัวเรือนและภาคการส่งออกกำลังอ่อนแอ

ทำให้ในปี 2537 ตลาดหุ้นเริ่มขยับตัวลดลง สะท้อนความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ

เมื่อมีการคาดการณ์ว่าอัตราแลกเปลี่ยนไม่สะท้อนค่าเงินที่แท้จริง ย่อมต้องมีการเก็งกำไรค่าเงินตามมา

นักลงทุนต่างชาติในขณะนั้นมองว่าค่าเงินบาทแพงเกินความเป็นจริงและภาคเศรษฐกิจจริงได้รับผลกระทบมาอย่างยาวนาน จึงคาดว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะต้องปรับตัวในที่สุด ทำให้เกิดการเก็งกำไรสร้างแรงกดดันให้กับค่าเงินบาทเพิ่มขึ้นอีก

นักลงทุนเริ่มไม่ลงทุนในไทย ดึงเม็ดเงินกลับประเทศและไม่ปล่อยให้กู้ยืมต่อ จนเกิดการขาดสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจทางภาคธุรกิจและภาคการเงิน เมื่อระบบการเงินและเศรษฐกิจขาดเสถียรภาพ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนก็ยิ่งหายไปเรื่อยๆ

ในภาวะที่ขาดสภาพคล่อง อัตราดอกเบี้ยเงินฝากจะปรับเพิ่มสูงขึ้น เพื่อแย่งเงินฝาก จนในที่สุด ณ ก่อนการประกาศปล่อยค่าเงินบาทลอยตัว อัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดอยู่สูงถึง 18%

เมื่ออัตราดอกเบี้ยเงินฝากสูงขนาดนั้น อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อย่อมต้องสูงขึ้นตาม เพิ่มภาระดอกเบี้ยให้กับธุรกิจ จนทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ เกิดเป็นหนี้สูญจำนวนมากในระบบสถาบันการเงิน ธนาคารหลายแหล่งปิดตัวลงหรือขายกิจการ

>> จนในที่สุด ต้องมีการปรับเปลี่ยนมาใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวแบบจัดการ ดังเช่นในปัจจุบัน

ดังนั้นหากจะพูดถึงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งนั้น ความจริงแล้วเหตุเกิดล่วงหน้าก่อนปี 2540 ถึง 10 ปี และมีความต่อเนื่องของปัญหาในหลายๆ ด้าน
======
เมื่อเปรียบเทียบกับปัจจุบัน

แม้ว่าภาคการส่งออกยังมีการขยายตัว และดุลการค้าเกินดุลมาอย่างต่อเนื่องนับ 10 ปี และมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลติดต่อกันมาตั้งแต่ปี 2557 แต่มูลค่าหนี้ต่างประเทศที่กู้ยืมโดยเอกชนขณะนี้อยู่ที่ 1 หมื่นล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ

และเป็นที่รู้กันว่าหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นติดต่อกันหลายปี เป็นสัญญาณของความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อรายได้ของประเทศไทย (GDP) เพิ่มจาก 71.8% ในปี 2555 มาแตะระดับสูงสุดในช่วงการระบาดของโควิด ที่ 90.1% ใน ปี 2564

มูลค่าหนี้ครัวเรือนสะสมสูงขึ้นจาก 7.76 ล้านบาท ณ ไตรมาส 1 ปี 2555 (ปี 2012) มาเป็น 14.27 ล้านบาทในไตรมาส 4 ปี 2564 (ปี 2021) 14.58 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1 แสนล้านบาทภายในระยะเวลา 10 ปี หรือก็คือมีหนี้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 3.1 หมื่นล้านบาทต่อปี

ปัจจัยเศรษฐกิจที่สำคัญอื่นๆ ที่จะต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อ ค่าเงิน และอัตราดอกเบี้ย เพราะทั้งสามปัจจัยอาจส่งผลต่อค่าครองชีพและระดับหนี้ครัวเรือน ดุลการค้า ดุลบัญชีเดินสะพัด เสถียรภาพของระบบการเงินและระบบเศรษฐกิจไทยในระยะอีก 1-2 ปีข้างหน้า

ข่าวอื่นในหมวด