7HDร้อนออนไลน์

ควรให้โอกาส! กทม.ตรวจจุดเกิดเหตุวัยรุ่นตบเข็มนักเรียน วอนอย่าตำหนิเด็กแต่ควรให้โอกาสเรียนรู้

ควรให้โอกาส! กทม.ตรวจจุดเกิดเหตุวัยรุ่นตบเข็มนักเรียน วอนอย่าตำหนิเด็กแต่ควรให้โอกาสเรียนรู้
พล.ต.อ.อดิศร์ งามจิตสุขศรี ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ลงพื้นที่จุดเกิดเหตุซอยรามคำแหง 43/1 หลังเด็กนักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนบดินทรเดชา ถูกเยาวชน 3 คน ทำร้ายชิงเข็มพระเกี้ยววานนี้(29 มิ.ย.2565)

โดย พล.ต.อ.อดิศร์ กล่าวว่า วันนี้ผู้ว่าฯ กทม. มอบหมายภารกิจให้เทศกิจ สำนักงานเขตวังทองหลาง ตำรวจ ร่วมกับโรงเรียน ช่วยตรวจสอบดูว่าฝ่ายไหนต้องทำอะไรเพิ่มเติม พร้อมกับเปรียบเทียบแนวทางของเขตจตุจักรและ ร.ร.หอวัง ในการดูแลความปลอดภัย ซึ่งจุดนี้โชคดีที่มีผู้ปกครองบันทึกภาพเหตุการณ์เอาไว้ได้ ซึ่งเยาวชนหรือวัยรุ่นอาจจะแสดงออกในทางที่ผิด นักเรียนก็ไม่อยากให้เข็มพระเกี้ยว เพราะอาจจะรู้สึกเสียศักดิ์ศรี ซึ่งไม่ได้ผิด แต่บางครั้งเพื่อรักษาความปลอดภัยของตัว อาจต้องคิดมากขึ้น แต่ในฐานะที่เราเป็นผู้ใหญ่ต้องดูแลไม่ให้เรื่องนี้เกิดขึ้น ซึ่ง ผอ.เขต จะส่งเทศกิจซึ่งมีจำนวน 33 คน มาดูแลทั้งช่วงเช้าและช่วงเย็น โดยเฉพาะช่วงเลิกเรียน โดยให้พิจารณาอีกครั้งเรื่องช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยจะรับรายงานเรื่องระบบการแก้ไขปัญหานี้จาก ผอ.เขต อีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไรบ้าง

พล.ต.อ.อดิศร์ ยังฝากถึงผู้ปกครองด้วยว่า แม้จะไม่ใช่โรงเรียนที่อยู่ในสังกัด กทม.โดยตรง แต่หากแจ้งเข้ามา ผู้ว่าฯ กทม.ก็จะสั่งการให้ตัวแทนลงมาดูแลเนื่องจาก กทม.ให้ความใส่ใจเรื่องของเยาวชนและนักเรียน และขออย่าตำหนิเด็กที่ก่อเหตุ แต่ให้โอกาสเด็กได้เรียนรู้

"การกระทำดังกล่าวคงจะเป็นอารมณ์ชั่ววูบของน้องวัยรุ่น โดยคิดว่าสิ่งที่ทำลงไป มันจะสนองต่ออะไรบางอย่างในช่วงขณะนั้น ส่วนตัวเชื่อว่าหากมีเวลาคิดนานขึ้น คงไม่มีใครทำแบบนี้เพราะรู้อยู่แล้วว่าผลจะเป็นอย่างไร ส่วนตัวมองว่าอย่าไปตำหนิแต่ให้โอกาสน้องได้รับรู้และเรียนรู้เพื่ออยู่ในสังคม ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้โอกาสคนที่กระทำผิดเพียงชั่วครู่ ไม่อยากให้ใช้คำว่าอาชญากรรมกับเด็ก เพราะเชื่อว่าเราทุกคนตอนเป็นเด็กคงเคยทำผิดพลาดกันมา" พล.ต.อ.อดิศร์ กล่าว

ด้าน พ.ต.อ.กันตภณ โพธิ์อ๊ะ ผกก.สน.วังทองหลาง กล่าวถึงการจับกุมผู้ต้องหาซึ่งเป็นเยาวชนทั้ง 3 รายว่า จากการสอบปากคำเบื้องต้นพบว่า หลังกลับจากไปส่งเพื่อนที่ซอยรามคำแหง 39 ก็ขี่รถจักรยานยนต์ซ้อนกัน 3 คน ก่อนมาเจอกับนักเรียนผู้เสียหายจึงลงมือ อ้างว่าทำไปเล่น ๆ ไม่ได้คิดอะไรซับซ้อน ใช้เวลาไม่นาน จากนั้นก็เดินทางกลับบ้านโดยปกติ ซึ่งการกระทำดังกล่าว อาจเข้าข่ายความผิดฐาน ปล้นทรัพย์, พยายามปล้นทรัพย์ และทำร้ายร่างกาย ส่วนประเด็นเรื่องของมึนเมานั้น จากการสอบถามและตรวจร่างกายก็ไม่พบสารเสพติด ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของความขัดแย้งระหว่างสถาบัน ซึ่งทั้งสองฝ่ายให้ข้อมูลตรงกันว่าไม่เคยรู้จักกันและไม่เคยมีปัญหากันมาก่อน โดยเวลาประมาณ 16.00 น. จะนัดสหวิชาชีพ พนักงานอัยการ นักสังคมสงเคราะห์ มาร่วมสอบปากคำอีกครั้ง