สนามข่าว 7 สี

ออกหมายจับผู้บริหารโรงแรมสุดหรู บนเกาะกูด จ.ตราด

สนามข่าว 7 สี - ยังจำกันได้ไหม! เหตุเพลิงไหม้โรงแรมสุดหรู บนเกาะกูด จังหวัดตราด ทำให้นักท่องเที่ยวที่เข้าพักในโรงแรมได้รับบาดเจ็บ และมีทรัพย์สินเสียหาย ล่าสุดตำรวจได้ออกหมายจับผู้บริหารโรงแรมนี้แล้ว ในหลายข้อหา

ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวานนี้ (30 มิ.ย.) พลตำรวจโท สมพงษ์ ชิงดวง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พลตำรวจตรี ปกรณ์ มณีปกรณ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดตราด ร่วมกันแถลงข่าวปิดคดีเพลิงไหม้โรงแรม โซเนวา คีรี รีสอร์ต อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด เหตุการณ์เกิดเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2565 โดยขณะนั้นมีผู้เข้าพักในโรงแรมจำนวนกว่า 10 คน แต่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 คน เนื่องจากตกจากที่สูงและมีทรัพย์สินเสียหายจำนวนมาก โดยบางชิ้นมีมูลค่าสูงมากกว่า 30 ล้านบาท

พลตำรวจโท สมพงษ์ กล่าวว่า จากการที่คณะพนักงานสอบสวนในคดีนี้ได้รวบรวมพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคล และพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งได้กระทำกันอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดด้วยความทุ่มเท กว่า 3 เดือน จนนำมาสู่การตั้งข้อกล่าวหากับผู้เกี่ยวข้องกับบริษัท ทรอพพิคอล ไอแลนด์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเจ้าของโรงแรมโซเนวาคีรี รีสอร์ต วิลลา รีสอร์ต และกรรมการบริษัท รวม 4 ราย ประกอบด้วย บริษัท ทรอพพิคอล ไอแลนด์ จำกัต ในฐานะนิติบุคคล, นายโซนาชาร์ ชิฟดาชานิ อายุ 45 ปี สัญชาติอังกฤษ, นายคาร์ล เฟรนซ์ อายุ 40 ปี สัญชาติอังกฤษ และ นางสาวปภัชญา อวัยวานนท์ อายุ 37 ปี สัญชาติไทย ในความผิดฐานกระทำให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาท จนเป็นเหตุให้มีทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย ทำโดยประมาทนั้นน่าจะเป็นอันตรายแก่ชีวิตของบุคคลอื่น กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นอันตรายสาหัส และร่วมกันนำอาคารซึ่งไม่เป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้, ใช้หรือยินยอมให้บุคคลใดใช้อาคารดังกล่าวเพื่อกิจการโรงแรม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น

พลตำรวจโท สมพงษ์ ยังกล่าวเสริมอีกว่า เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ที่ผ่านมา นางสาวปภัชญา ในฐานะกรรมการบริษัท และผู้แทนบริษัทได้เข้าพบคณะพนักงานสอบสวนในคดีตามหมายเรียก ในฐานะกรรมการ และในฐานะผู้แทนนิติบุคคลบริษัท ทรอพพิคอล ไอแลนด์ จำกัด ได้เข้าพบตำรวจภูธรจังหวัดตราด เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในความผิดฐานดังกล่าวแล้ว ส่วนผู้ต้องหาชาวอังกฤษ 2 คน ที่เอ่ยไปข้างต้นนั้นกำลังอยู่ระหว่างการติดตามตัวมาดำเนินคดี

ขณะเดียวกัน นายชัยนันท์ ประเสริฐวิทย์ น้องชายของแพทย์หญิงรายหนึ่ง ซึ่งเป็น 1 ในเหยื่อเพลิงไหม้โรงแรมสุดหรู ได้เดินทางมามอบกระเช้าขอบคุณการทำงานของตำรวจที่ได้ทำคดีนี้อย่างตรงไปตรงมา พร้อมกับให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนด้วยว่า เดินทางเข้าพักที่โรงแรมดังกล่าวในเวลา 16.00 น. เมื่อเข้าที่พักแล้วก็มานั่งอยู่บริเวณสระน้ำ ซึ่งคืนนั้นน้องสาวอยากจะเล่นน้ำที่สระ ทางโรงแรมได้นำไฟสปอร์ตไลท์มาติดตั้งส่องสว่างให้ กระทั่งเวลาประมาณ 23.00 น. ทุกคนแยกย้ายเข้าห้องพัก จงถึงช่วงเช้ามืดได้ยินเสียงคนตะโกนว่า "เกิดเพลิงไหม้" ต่างคนต่างหลบหนีเอาตัวรอด เพราะเกิดเหตุเร็วมาก ทำให้ไม่สามารถนำทรัพย์มีค่าออกมาได้ รวมมูลค่ากว่า 30 ล้าน ทั้งนาฬิกา แหวนเพชร และทรัพย์อื่น ๆ โดยเฉพาะข้อมูลงานวิจัยที่อยู่ในโน้ตบุ๊กที่มีค่ามากต้องสูญเสียไป ซึ่งหลังเกิดเหตุทางโรงแรมไม่ได้เข้ามาติดต่อช่วยเหลือ หรือแสดงความรับผิดชอบในเรื่องความเสียหาย กระทั่งทางตำรวจภูธรจังหวัดตราดได้เข้ามาทำสำนวนคดี และพบว่าเป็นเรื่องของความประมาทของทางโรงแรม เพราะจากหลักฐานการสอบสวนได้ชี้ชัดออกมาแล้ว ซึ่งต่อจากนี้จะนำสำนวนคดีไปทำการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย

จากเหตุเพลิงไหม้โรงแรมสุดหรูในครั้งนี้ เคราะห์ดีที่ไม่มีผู้สังเวยชีวิต แต่ก็ถือเป็นบทเรียนสำคัญ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดตราด ได้ประชาสัมพันธ์ไปยังเจ้าของผู้ประกอบการกิจการโรงแรมทุกแห่งให้ความสำคัญในการดำเนินการตามมาตรฐานความปลอดภัยต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด เช่น อุปกรณ์ตรวจจับควัน สปริงเกอร์ กริ่งสัญญาณเตือนภัย และอุปกรณ์ดับเพลิงต่าง ๆ ควรดูแลให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมใช้งาน ทั้งนี้ เพื่อความมั่นใจของนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย และส่งเสริมภาพลักษณ์อันดีของประเทศโดยรวมต่อไป