ข่าวออนไลน์7HD

BA.2.75 พบในอินเดีย มีแนวโน้มแข็งแรงกว่า BA.5 กรมวิทย์ฯ เฝ้าจับตาแม้ยังไม่พบในไทย

BA.2.75 พบในอินเดีย มีแนวโน้มแข็งแรงกว่า BA.5 กรมวิทย์ฯ เฝ้าจับตาแม้ยังไม่พบในไทย
วันนี้ (4 ก.ค..65) รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงโอมิครอน สายพันธุ์ย่อย BA.2.75 ว่า ล่าสุดทีมวิจัยจาก Indian SARS-CoV-2 Genomics Consortium (INSACOG) ให้ข้อมูลผ่านสื่อท้องถิ่นว่า สายพันธุ์ย่อยของโอมิครอน ที่ตรวจพบในอินเดียมากช่วงนี้นั้น เป็นเรื่องที่น่ากังวล ทั้ง BA.2.74, BA.2.75, และ BA.2.76 ได้รับการประเมินเบื้องต้นพบว่ามีแนวโน้มที่จะมีความแข็งแรง (Viral fitness) มากกว่า BA.5

หากเราจำกันได้ วันก่อนมีการประเมินไว้ว่า BA.5 ที่กำลังระบาดกว่า 110 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยนั้น ถือว่าเป็นไวรัสสายพันธุ์ที่แข็งแรงมากกว่าทุกสายพันธุ์ที่เคยมีระบาดมาก่อนหน้านี้

Viral fitness นั้น ประเมินโดยพิจารณา 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ สมรรถนะในการแพร่เชื้อ (transmissibility) สมรรถนะในการหลบหลีกภูมิคุ้มกัน (immune evasion) และความรุนแรง (severity) การใส่หน้ากากอย่างเป็นกิจวัตร ให้คุ้นชิน เป็นอวัยวะที่ 33 ของร่างกาย ระหว่างการใช้ชีวิตประจำวันนอกบ้าน มีแนวโน้มที่จะต้องเป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติไปอย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดความเสี่ยงในการใช้ชีวิตไปได้มาก

62c29ffe3ec282.29844472.PNG

ทางด้าน นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า สำหรับโอมิครอน สายพันธุ์ย่อย ที่ต้องเฝ้าระวัง (VOClum) ไม่ได้มีแค่ BA.4 และ BA.5 ยังมีอีกหลายตัว ทั้งนี้ หาก BA.2.75 ดูมีปัญหามากขึ้น องค์การอนามัยโลก (WHO) ก็จะจัดเข้ามาให้เป็น VOClum แต่ขณะนี้ข้อมูลยังมีไม่มากพอ

“ตอนนี้ BA.2.75  มีตัวอย่างส่งเข้า GISIAD เพียง 60 ตัวอย่าง จำนวนยังน้อยเกินไป แต่ก็พบว่า มีการกลายพันธุ์ที่สไปค์โปรตีน กลายพันธุ์เพิ่มเยอะในบางตำแหน่ง อาจหลบภูมิคุ้มกัน แต่ขณะนี้ยังไม่มี BA.2.75 ในประเทศไทย ขณะเดียวกัน กรมวิทย์ฯ มีเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก และการสุ่มตรวจในประเทศไทย ดังนั้นขอให้มั่นใจว่าเราจะตรวจจับได้แน่” นพ.ศุภกิจ กล่าว