ข่าวออนไลน์7HD

ตั้งรับโอมิครอนเวฟย่อย “ดร.สันต์” เผยแทบไม่เหลือทางเลือก เตรียมตัวติด 70% เพื่อยุติสงครามนี้

ตั้งรับโอมิครอนเวฟย่อย “ดร.สันต์” เผยแทบไม่เหลือทางเลือก เตรียมตัวติด 70% เพื่อยุติสงครามนี้
วันนี้ (5 ก.ค.65) ดร.สันต์ ศรีอรรฆ์ธำรง นักวิชาการ เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงโอมิครอนเวฟย่อย เป็นข้อมูลเพื่อมองให้ออกว่าอีก 1-2 เดือนข้างหน้านี้ เรากำลังจะเจอกับอะไร และควรวางตัวประมาณไหน

ข้อสรุปสำคัญจากต่างประเทศ
1. ถ้าถอดหน้ากากมากจะเกิดโอมิครอนเวฟย่อย ทุก 3 เดือน ถ้ายังใส่หน้ากากจะห่าง 6 เดือน ประเทศที่ใหญ่กว้างมากๆ เวฟจะห่าง 6 เดือน
2. โอมิครอน เวฟย่อยที่ 2 ผู้ติดเชื้อจะอยู่ในช่วง 30-50% ของเวฟแรก
3. โอมิครอน เวฟย่อยที่ 2 ผู้เสียชีวิตจะอยู่ในช่วง 10-30% ของเวฟแรก
4. โอมิครอนเวฟย่อยที่ 2 ในแอฟริกาใต้ เป็น BA.4, BA.5 แล้ว และมีขนาดเวฟของผู้ติดเชื้อเพียง 30% ของเวฟแรก ส่วนผู้เสียชีวิตราวๆ 10% ของเวฟแรก แต่ประเทศเขาอายุเฉลี่ยต่ำ เป็นคนหนุ่มสาวมาก
5. ถ้าเกิดโอมิครอน เวฟย่อยที่ 3 ผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตก็จะลดลงไปอีก
6. ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสะสมมากกว่า 50% ของประชากร จะได้รับผลกระทบจาก เวฟย่อยล่าสุดน้อยมาก เช่น อินเดีย เนเธอร์แลนด์ โปรตุเกส
7. ประเทศที่เพิ่งติดเชื้อไป 10-20% เวฟย่อยจะใหญ่หน่อย เช่น สิงคโปร์ แต่ก็เล็กกว่าเวฟแรกมากอยู่ดี
8. วัคซีนต่อให้ฉีดระดับสูงมาก ก็จะยังเกิดเวฟย่อย แต่ขนาดเวฟจะเล็กลง และคนจะตายน้อย
9. ถ้าจะจบสงครามกับโอมิครอน วัคซีนอย่างเดียวไม่พอ ติดเชื้อสะสมมากๆ ก็ไม่พอ  ต้องมีทั้ง 2 อย่างร่วมกัน
10. จุดสิ้นสุดที่น่าจับตาคือ ระดับวัคซีนมากกว่า 80% และติดเชื้อสะสมมากกว่า 70%

62c3dd4a7c9fd4.88552715.PNG

แนวโน้มประเทศไทย
ตลอด 5 เวฟ ที่ผ่านมา ขนาดเวฟใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ นี่จะเป็น เวฟแรกที่มีขนาดเล็กกว่าเวฟก่อนหน้า เรายังไม่แน่ชัดว่าจะเรียกว่าเป็นเวฟที่ 6 หรือว่า 5.2 ขึ้นอยู่กับขนาดของเวฟจากนี้ไป  โอกาสที่ผู้เสียชีวิตต่อวันจะข้าม 50 เป็นไปได้น้อยมาก ผู้ติดเชื้อต่อวันมีโอกาสสูงสุดที่ 50% ของโอมิครอนเวฟแรก คือ 0.5 x 180,000 = 90,000 คนต่อวัน แต่รายงาน PCR น่าจะราวๆไม่เกิน 5,000 ถ้ารวม ATK ด้วยไม่น่าเกิน 10,000

ถ้าทุกคนไปฉีดวัคซีน และ บูสเตอร์ครบ 100% จะมีผู้เสียชีวิตต่อวันไม่ถึง 10 คน แต่ฉากทัศน์นี้คงไม่เกิดขึ้น เพราะคนแอนตีวัคซีน และแอนตีเข็มกระตุ้น เยอะมากๆ ตอนนี้ ก็คงต้องตัวใครตัวมันแล้ว เวฟนี้เลี่ยงไม่ได้ และจำเป็นสำหรับประเทศไทยเพื่อเดินสู่จุดจบของสงคราม ประเทศไทยต้องมีคนติดเชื้อไปถึง 70% หรือ 50 ล้านคน เพื่อยุติสงครามนี้ ตอนนี้ติดเชื้อจริงน่าจะเกือบๆ 50% แล้ว ถ้าไม่เชื่อลองถามคนรอบๆ ข้างดู เราแทบหา "บ้าน" ที่ไม่เคยมีใครติดเชื้อเลย แทบไม่เจอแล้ว

เป้าหมายและผู้คนที่ต้องปกป้อง
1. วัคซีนต้องครอบคลุมมากกว่า 80% และผู้ติดเชื้อสะสมมากกว่า 70% ซึ่งวัคซีนเราได้แล้วโดยประมาณ และจะไม่ดีขึ้นกว่านี้อีกแล้ว ไปไม่ถึง 100% แน่นอน ส่วนอย่างที่ 2 จะบรรลุด้วยโอมิครอน เวฟย่อยนี้ ถ้ายังไม่ได้เดี๋ยวย่อยที่ 3 ก็จะมากวาดอีกรอบ
2. โรงพยาบาลต้องได้รับการปกป้องสำหรับผู้ป่วยทุกกลุ่ม บุคคลากรทางการแพทย์หนักแน่นอน ซึ่งจะหนักสลับกันไปเป็นพื้นที่ๆ ต้องช่วยกันสนับสนุนและส่งกำลังใจกันต่อเนื่องอีกสักพักใหญ่
3. เด็กเล็กต่ำกว่า 5 ขวบ ที่รอวัคซีน และกลุ่มเสี่ยง 608 ต้องกันเอาไว้ให้อยู่ในกลุ่ม 30% สุดท้ายที่รอดจากการติดเชื้อให้ได้มากที่สุด

ถ้าเราอยากจะจบสงครามกับโอมิครอนมีวิธีนี้วิธีเดียว จริงๆ เราเคยมีทางเลือก โควิดเป็นศูนย์ (Zero Covid) แต่ทุกประเทศ ปฏิเสธยกเว้นจีน เมื่อเราตัดสินใจแล้วว่าจะมาทางนี้ ก็ต้องยอมรับผลของมันและช่วยกันประคองกันไปให้จบทาง จริงๆ ทางนี้ในทางสุขภาพก็ไม่ได้แย่จนเกินไป ถ้าคนไปฉีดวัคซีนกันมาก สถานการณ์จะดีกว่านี้เยอะมาก แต่ก็เป็นกันทั่วโลกเรื่องแอนตีวัคซีน

“เราจึงไม่เหลือทางเลือกอื่นใดนอกจาก เดินหน้าฝ่าพายุไป ให้โอมิครอนกวาดไปในประชากรให้ถึง 70% ซึ่งใครที่มั่นใจใช้ชีวิตเต็มที่ก็จะไปอยู่ใน 70% นั้น ส่วนใครที่ไม่มั่นใจก็หลบภัย เป็นผู้เหลือรอด 30% แล้วค่อยออกมาใช้ชีวิตในช่วงที่ความเสี่ยงจะลดลงต่ำกว่านี้มาก ซึ่งคนที่เหลือรอด ไม่ใช่ว่าจะไม่ติดโควิดเลยในชีวิตนี้ แต่สิ่งที่เราคาดหวังได้ก็คือความเสี่ยงในการติดโควิด ระดับทุกๆ 5-10 ปี ติดแค่ 1 ครั้ง ซึ่งจะต่างจากตอนนี้ที่ในช่วงเวลาแค่ปีเดียว ติดกัน 1-2 ครั้ง” ดร.สันต์ระบุ