ข่าวดึก 7HD

เริ่มแล้วพิจารณา พ.ร.ป. 2 ฉบับ

ข่าวดึก 7HD - เริ่มแล้วรัฐสภา พิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ ที่ยังไม่มีข้อยุติว่าจะออกมาในรูปแบบใด ในเรื่องการคำนวณจำนวน สส.ระบบบัญชีรายชื่อ ที่แต่ละพรรคมีความเห็นต่างกัน บรรยากาศการประชุมมีสมาชิกรัฐสภาเข้าร่วมประชุมแม้กระทั่งคุณชวน หลีกภัย ที่อาการป่วยมาทำหน้าที่ประธานการประชุมด้วยตัวเอง

ไม่เฉพาะคุณชวน หลีกภัย ในฐานะประธานรัฐสภามาเป็นประธาน รัฐมนตรีที่ป่วยจากติดเชื้อโควิด-19 อย่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย รวมทั้งนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังเข้ามานั่งร่วมประชุมท่ามกลาง สส.ของพรรคตัวเอง เพราะกฎหมายทั้งสองฉบับ มีความสำคัญต่อการเลือกตั้งในครั้งหน้า

และที่ประชุมร่วมรัฐสภา ได้เริ่มพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. หรือร่างกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้งสส. แล้ว โดยเป็นการอภิปรายในวาระ 2 พิจารณารายมาตรา ตามที่กรรมาธิการปรับแก้ไข ที่มีทั้งหมด 32 มาตรา ซึ่งสาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ คือการกำหนดให้มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ใบหนึ่งเลือกสส.เขต อีกใบเลือกสส.บัญชีรายชื่อ

โดยมาตราที่มีกรรมาธิการขอสงวนคำแปรญัตติมากที่สุด คือ มาตรา 23 ที่เป็นเรื่องการคำนวณสัดส่วน สส. แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งกรรมาธิการเสียงข้างมาก กำหนดให้นำคะแนนทั้งหมดที่มาจากการเลือกตั้งสส.แบบบัญชีรายชื่อทั่วประเทศ นำมาหารด้วย 100 เพื่อคิดเป็นจำนวนเสียงพื้นฐานสำหรับการมีสส.บัญชีรายชื่อ 1 คน ของแต่ละพรรคการเมือง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงมาตราที่ 8 ปรากฏว่าองค์ประชุมไม่ครบ ทำให้ต้องปิดการประชุม และนัดเริ่มพิจารณาใหม่ในวันพรุ่งนี้ เวลา 9.00 น.

ไพบูลย์ แจงสูตรคำนวณ สส.บัญชีรายชื่อ กกต.เสนอ
นายไพบูลย์ นิติตะวัน สส.พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ยืนยัน  การคำนวณสัดส่วน สส.แบบบัญชีรายชื่อ โดยใช้จำนวน 100 หาร ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ต้องดูแลการเลือกตั้ง ได้เสนอร่างกฎหมายนี้

พรรคการเมือง แสดงความเห็นสูตรคำนวณฯ หลากหลาย
สำหรับฝ่ายค้าน เช่น พรรคก้าวไกล ยืนยัน สนับสนุนสูตรการหาร 100 ที่จะได้ระบบคู่ขนานแบบปี 2540 อย่างมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า ทิศทางของรัฐสภาส่วนใหญ่ น่าจะโหวตการหาร 100  เพราะกรรมาธิการมาจากตัวแทนพรรคการเมือง และตัวแทน สว.เสียงส่วนใหญ่ หนุนสูตรคำนวณหาร 100

สำหรับท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาล ล่าสุดมีรายงาน พรรคร่วมรัฐบาล มีแนวโน้มจะหนุนไปใช้ สูตรหารด้วย 500 ในการคำนวณ สส.บัญชีรายชื่อ โดยหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี บอกชัดเจนว่า ปล่อยให้ วิปรัฐบาล และสมาชิกพรรค ประชุมตัดสินใจได้ โดยส่วนตัวแล้ว เห็นว่า จะหาร 500 หรือหาร 100 ก็ไม่ติดขัดเพราะพรรคพร้อมสู้ในทุกกติกา

ขณะที่พรรคชาติไทยพัฒนา ก็เช่นกัน จะหารด้วย 100 หรือ 500 ก็ไม่มีปัญหา เพียงแต่ขอให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่ให้เกิดการนำเรื่องไปร้องต่อศาลรัฐธรรนูญ 

ด้านพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี ก็อุบไม่บอกว่าพรรคจะสนับสนุนสูตรหารด้วย 100 หรือ 500 แต่สำหรับพรรคประชาธิปปัตย์ มีรายงานว่า เสียงแตกมีทั้งสนับสนุนสูตรการหารทั้ง 100 และ 500

นายกรัฐมนตรี ยืนยัน ประเทศจะไม่ขาดแคลนพลังงาน
วิกฤตพลังงาน ถือว่าเป็นเรื่องรัฐบาล เร่งทั้งวางแนวทางรับมือและช่วยเหลือบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชนแล้วอีกด้านหนึ่งก็ต้องสร้างความเข้าใจและขอให้เชื่อมั่นว่า วิกฤตที่เกิดขึ้น จะไม่เดินไปถึงจุดขาดแคลนพลังงานและขาดแคลนอาหาร พร้อมเตรียมสำรองทั้งน้ำมันดิบและก๊าซแอลพีจีไว้ใช้ได้เกิน 2 เดือน

ซึ่งเรื่องนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงหลังประชุมคณะรัฐมนตรี ยืนยันรัฐบาลติดตามสถานการณ์และมีแผนรับมือกับวิกฤตพลังงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อย และไม่ประสบกับวิกฤตที่รุนแรงถึงขั้น ประเทศเราขาดแคลนพลังงาน และขาดแคลนอาหาร เพราะนอกจากรัฐบาลจะทำแผนรับมือแล้ว ยังมีแผนสำรองพลังงาน เพื่อให้พอเพียงกับการใช้ด้วย

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาวน์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า รัฐบาลได้หารือถึงแผนวิกฤตฉุกเฉินหนักถึงขั้นขาดแคลนพลังงาน ก็จะสามารถดำเนินการได้ทันที เนื่องจากเวลานี้ สถานการณ์การสู้รบระหว่างรัสเซียและยูเครน ยังคงยืดเยื้อ

เงินเฟ้อเดือนมิถุนายน พุ่ง 7.66% สูงที่สุดในรอบ 13 ปี
ราคาเชื้อเพลิงที่ปรับเพิ่มขึ้นแทบทุกรายการ ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อ เดือนมิถุนายนพุ่ง ไปอยู่ที่ 7.66% กระทรวงพาณิชย์ ย้ำ ประเทศไทยยังอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อต่ำที่สุด

นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย ดัชนีราคาผู้บริโภค หรืออัตราเงินเฟ้อทั่วไป ประจำเดือนมิถุนายน 2565 อยู่ที่ 7.66% เป็นผลจากปัจจัยราคาเชื้อเพลิงขยับสูงขึ้นแทบทุกรายการ โดยราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เพิ่มขึ้น 39.45%,ค่าไฟฟ้า 45.41% และก๊าซหุงต้ม เพิ่มขึ้น 12.63% ส่วนราคาอาหาร ในกลุ่มโปรตีนหลัก เช่น เนื้อสุกร ,ไก่ และไข่ไก่ ปรับตัวสูงขึ้น 6.42%ตามต้นทุนการเลี้ยง และค่าขนส่ง  โดย คาดว่าอัตราเงินเฟ้อมีโอกาสขยับตัวสูงขึ้นอีก พร้อมระบุ ประเทศไทยยังอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีเงินเฟ้อต่ำที่สุด ตามการจัดอันดับของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ โดยคงเป้าหมายคาดการณ์ กรอบเงินเฟ้อทั่วไป ปีนี้จะอยู่ที่ 4-5%

เมื่อสอบถาม ประชาชน ส่วนใหญ่บอกเริ่มไม่มีทางออกในการแก้ปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งไม่หยุด ขณะนี้เดือดร้อนกันถ้วนหน้า

จับรถอีแต๊ก ขนน้ำมันขายชายแดน จ.สระแก้ว
ส่วนที่ชายแดนด้านจังหวัดสระแก้ว มีคนไทยไม่รักประเทศ ลักลอบขนน้ำมันออกไปขายให้กับพ่อค้าประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากบ้านเราตรึงราคาน้ำมันดีเซล ถูกกว่าเพื่อนบ้านลิตรละ 8-10 บาท

หลังได้รับแจ้งเบาะแสว่า ช่วงน้ำมันราคาพุ่งสูงแบบนี้ จะมีกลุ่มขบวนการลักลอบขนน้ำมันเถื่อนไปขายยังประเทศเพื่อนบ้าน เหตุเพราะราคาน้ำมันดีเซลแพงกว่าในประเทศไทย

เจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 111 กองกำลังบูรพา สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ทหารพราน, เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ออกลาดตระเวนคุมเข้มบริเวณแนวชายแดน ด้านอำเภอตาพระยา  ตรวจพบรถอีแต๊ก ที่แกล้งทำทีเป็นบรรทุกพืชผลทางการเกษตร แต่มีการดัดแปลงต่อเติมกระบะท้ายรถ ซุกซ่อนถังพลาสติกขนาดใหญ่ บรรจุน้ำมันดีเซลถังละ 30 ลิตร จำนวน 65 ถัง รวมมีน้ำมันดีเซลเกือบ 2,000 ลิตร โดยไม่มีเอกสารการขออนุญาตส่งออก หรือนำเข้าน้ำมัน แต่อย่างใด จึงทำการจับกุม 3 คนไทย ประกอบด้วย นายพรศักดิ์ อายุ 25 ปี เป็นคนขับ,นายวัชรินทร์ อายุ 18 ปีและนายอดิศักดิอายุ 22 ปี ซึ่งให้การว่า ได้ขับรถอีแต๊ก ออกมาจากท้ายหมู่บ้านแสง์ ตำบลทัพเสด็จ อำเภอตาพระยา ลัดเลาะไปตามถนนลูกรัง ซึ่งเป็นช่องทางธรรมชาติมุ่งหน้านำน้ำมันดีเซล จะไปส่งให้นายทุนชาวกัมพูชา ที่จังหวัดบันเตียเมียนเจย ไม่นึกว่าจะมาถูกจับกุม เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวส่งให้เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรอรัญประเทศ ดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ศุลกากร และขยายผลหาที่มาของน้ำมันดีเซล เพื่อติดตามดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป