เช้านี้ที่หมอชิต

รวบโจรกางเกงใน อ้างขโมยโทรศัพท์มือถือแจกคนจน

เช้านี้ที่หมอชิต - หัวขโมยที่ได้รับฉายา "โจรกางเกงในโรคจิต" ที่ตระเวนก่อเหตุโจรกรรมโทรศัพท์มือถือ จากร้านขายอุปกรณ์ไอทีชื่อดัง ทั้งในภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และในกรุงเทพฯ เกือบ 10 ครั้ง ก็จนมุมถูกตำรวจตามรวบตัวได้คาที่พัก เจ้าตัวยอมเผยพฤติกรรมแปลก ๆ ที่ต้องนุ่งเพียงกางเกงในไปก่อเหตุ ก็เพราะทำแล้วรู้สึกมั่นใจ    

เป็นภาพเหตุการณ์ขณะที่ตำรวจชุดลาดตระเวนออนไลน์ กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 2 บุกเข้าจับกุม นายเจ๊ะอิสมะแอ หรือ คาร์มัส ผู้ต้องหาที่ได้รับฉายา "โจรกางเกงในโรคจิต" หลังจากสืบทราบว่าหลบซ่อนตัวอยู่ในคอนโดมิเนียม ย่านลาดพร้าว โดยเมื่อช่วง 03.00 น. ของวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา นายคาร์มัส สวมเพียงกางเกงในตามสไตล์ของตัวเอง แอบเข้าไปโจรกรรมทรัพย์สินภายในร้านจำหน่ายอุปกรณ์ไอที ในจังหวัดนครนายก ได้ทรัพย์สินไป 128 รายการ มูลค่าความเสียหายเกือบ 2 ล้านบาท  

หลังจับกุมตัวได้ ตำรวจตรวจค้นทั้งในที่พัก และพาตัวไปค้นที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ย่านรามคำแหง ซึ่งผู้ต้องหาเช่าเอาไว้สำหรับเก็บของกลางที่โจรกรรมมาได้ พบโทรศัพท์มือถือรุ่นต่าง ๆ แท็บเล็ต และอุปกรณ์เสริม รวม 149 รายการ

จากการสอบปากคำ นายคาร์มัส ยอมรับว่าก่อเหตุโจรกรรมโทรศัพท์มือถือมาแล้วหลายครั้งจริง โดยเลือกก่อเหตุกับร้าน BANANA เท่านั้น เพราะชอบโลโกของร้าน และชอบสีเหลือง ส่วนที่ต้องสวมเพียงกางเกงในไปก่อเหตุ ก็เพราะทำแล้วเกิดความมั่นใจ และรู้สึกเป็นตัวของตัวเอง   

และสาเหตุที่ตั้งใจขโมยแต่โทรศัพท์มือถือ เพราะความฝังใจสมัยเด็กที่เห็นเพื่อนมีโทรศัพท์ แต่ตนเองไม่มี เมื่อขโมยมาได้แล้ว บางส่วนจะนำไปขายเพื่อเอาเงินไว้ใช้จ่าย และบางส่วนจะนำไปแจกให้คนเร่ร่อนแถวสนามหลวง หัวลำโพง หรือคนในจังหวัดนราธิวาส พร้อมกับให้เงินติดไปด้วย เพราะอยากทำตัวเหมือนโจรโรบินฮูด   

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ เปิดเผยว่า เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา คนร้ายรายนี้ได้ปีนเข้าไปทางช่องระบายอากาศ ห้องเก็บของที่อยู่ด้านข้างของร้านจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แห่งหนึ่ง ย่านสายไหม ซึ่งเพิ่งเปิดได้ไม่นาน กวาดเอาโทรศัพท์มือถือในร้านไปกว่า 100 เครื่อง และจากการตรวจสอบประวัติของผู้ต้องหา พบว่าก่อเหตุในพื้นที่ สภ.เมืองยะลา, สภ.หาดใหญ่, สภ.เมืองพัทลุง, สภ.เมืองนครศรีธรรมราช, สภ.เมืองหนองบัวลำภู, สภ.เมืองอุบลราชธานี, สภ.หัวหิน และ สน.สายไหม รวมแล้วเกือบ 10 คดี ซึ่งหลังจากนี้จะแจ้งให้แต่ละท้องที่ มาอายัดตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป