ข่าวออนไลน์7HD

สธ.เปลี่ยนวัคซีนบางส่วน มาเป็นแอนติบอดีสำเร็จรูป 2.5 แสนโดส ป้องกันกลุ่มเสี่ยงที่ภูมิคุ้มกันตกเร็ว

สธ.เปลี่ยนวัคซีนบางส่วน มาเป็นแอนติบอดีสำเร็จรูป 2.5 แสนโดส ป้องกันกลุ่มเสี่ยงที่ภูมิคุ้มกันตกเร็ว
วันนี้ (6 ก.ค.65) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข เป็นประธานพิธีลงนามสัญญาจัดหาแอนติบอดีสำเร็จรูป แบบ Long Acting Antibodies (LAAB) เพื่อการป้องกันโควิด 19 ระหว่าง นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค และนายเจมส์ ทีก ประธานบริษัท แอสตราเซนเนกา (ประเทศไทย) จำกัด โดยจัดหาแอนตีบอดีสำเร็จรูป (LAAB) จำนวนกว่า 2.5 แสนโดส โดยไม่ต้องใช้งบประมาณในการจัดหาเพิ่มเติม เนื่องจากเป็นการลงนามขอปรับสัญญา เพื่อเปลี่ยนวัคซีนแอสฯ บางส่วนมาเป็น LAAB ภายในกรอบวงเงินงบประมาณเดิม

นายอนุทินกล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุข ได้จัดหาวัคซีนโควิด 19 ของแอสตราฯ ซึ่งเป็นวัคซีนชนิดไวรัลเวกเตอร์ เพื่อเข้ามาสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่คนในประเทศ แต่ยังมีประชากรบางกลุ่มที่รับวัคซีนแล้ว ร่างกายไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีหรือภูมิคุ้มกันตกลงอย่างรวดเร็ว ทำให้มีความเสี่ยงติดเชื้อโควิดแล้วป่วยอาการหนักและเสียชีวิตได้ ได้แก่ กลุ่มผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ปลูกถ่ายอวัยวะ หรือปลูกถ่ายไขกระดูกและได้รับยากดภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่มีการเสียชีวิตจากโรคโควิด 19 ทุกวัน ดังนั้น ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด 19 (ศบค.) มอบหมายให้ สธ. จัดหาแอนตีบอดีสำเร็จรูป (LAAB) มาใช้ในการดูแลกลุ่มเสี่ยง เพื่อป้องกันการป่วยหนักและเสียชีวิตจากโควิด 19

สำหรับ LAAB เป็นแอนติบอดีที่ออกฤทธิ์ยาว มีส่วนประกอบ 2 ชนิด คือ Tixagemab 150 มิลลิกรัม และ Cilgavimab 150 มิลลิกรัม ผ่านการรับรองใช้แบบในภาวะฉุกเฉินที่สหรัฐอเมริกาและอังกฤษแล้ว ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของประเทศไทยได้อนุมัติให้ใช้ในภาวะฉุกเฉินเช่นกันเมื่อวันที่ 27 มิ.ย.65

โดยมีข้อบ่งใช้ในผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ ตั้งแต่อายุ 12 ปีขึ้นไป มีน้ำหนักตัวไม่น้อยกว่า 40 กก. โดยให้ก่อนการสัมผัสโรค ด้วยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุก 6 เดือน มีประสิทธิผล 83% ในการลดความเสี่ยงอาการรุนแรงของโควิด และจากการศึกษาพบว่ามีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์