ข่าวดึก 7HD

นัดพิจารณา พ.ร.ป. 2 ฉบับ อีกครั้ง หลังเสร็จศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจฯ

ข่าวดึก 7HD - ร่างกฎหมายลูก 2 ฉบับเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เดินหน้าต่อไม่ได้ หลังพบว่ามีรายละเอียดถกเถียงกันมาก ลงมติได้เพียงไม่กี่มาตรา จึงต้องกลับมาหารือกันอีกครั้งหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ที่จะมีขึ้นในวันที่ 19-22 กรกฎาคม

การประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายลูก 2 ฉบับ ในวาระ 2 ที่กรรมาธิการได้เสนอเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม มีสมาชิกร่วมอภิปรายอย่างกว้างขวาง ถึงเหตุผลการคำนวนจำนวน สส.แบบบัญชีรายชื่อทั้งการ 100 และ หาร 500 ซึ่งที่ประชุมเสียงข้างมากไม่เห็นด้วยกับความเห็นของกรรมาธิการ ด้วยคะแนน 392 เสียง เห็นด้วย 160 เสียง ไม่ลงคะแนน 2 คน เท่ากับว่าเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการคำนวนหาร 500 ทั้งนี้หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยกรรมาธิการ และ สส.พรรคเพื่อไทย จะแถลงคัดค้านมติดังกล่าว ในวันพรุ่งนี้ ที่รัฐสภา ตอน 10 โมง

อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายมาตราที่ยังไม่ได้พิจารณา ทำให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นัดประชุมร่วมรัฐสภา อีกครั้ง ในวันที่ 26-27 กรกฎาคมนี้ หลังเสร็จสิ้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล

เคาะ 19-22 ก.ค.อภิปรายไม่ไว้วางใจ รมต.รายบุคคล
ส่วนการกำหนดกรอบเวลาการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น คณะกรรมการประสานงาน 3 ฝ่าย ทั้งคณะรัฐมนตรี รัฐบาลและฝ่ายค้าน ได้หารือร่วมกัน โดยกำหนดให้บรรจุวาระการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณาญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม ถึงวันที่ 22 กรกฎาคมนี้ และจะลงมติในวันที่ 23 กรกฎาคม ทั้งนี้ ฝ่ายค้านได้เวลาทั้งหมด 45 ชั่วโมง ส่วนอีก 18 ชั่วโมงเป็นของคณะรัฐมนตรี สส.รัฐบาล และประธานที่ประชุม

ส่ง "เทพไท เสนพงศ์" นอนคุก จ.นครศรีธรรมราช
อีกหนึ่งประเด็นการเมืองวันนี้ ที่มีการพูดถึง คือคำพิพากษาศาลฎีกา ยืนจำคุก  นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมน้องชาย ในคดีทุจริตการเลือกตั้ง นายก อบจ.นครศรีธรรมราช เป็นเวลา 2 ปี และเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง 10 ปี โดยไม่รอลงอาญา ก่อนคุมตัวส่งเข้าเรือนจำ

วันนี้ ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้นัดฟังคำพิพากษาของศาลฎีกา ในคดีทุจริตเลือกตั้ง นายก อบจ.นครศรีธรรมราช โดยเมื่อปี 2562 นายพิชัย บุณยเกียรติ อดีตนายก อบจ.นครศรีธรรมราช เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายมาโนช เสนพงศ์ เป็นจำเลยที่ 1 และนายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เป็นจำเลยที่ 2 หลังจาก กกต.ตรวจสอบพบมีการทุจริตการเลือกตั้ง นายก อบจ.นครศรีธรรมราช เมื่อปี 2557 จึงได้นำหลักฐานแจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครศรีธรรมราช แต่เนื่องจากกระบวนการในชั้นพนักงาสอบสวนไปจนถึงชั้นอัยการมีความล่าช้า นายพิชัย จึงได้ยื่นฟ้องคดีนี้โดยตรงต่อศาลด้วยตนเอง ต่อมาศาลชั้นต้นได้พิพากษา จำคุก 3 ปี แต่ลดโทษ 1 ใน 3 คงเหลือจำคุก 2 ปี เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง 10 ปี ซึ่งจำเลยทั้ง 2 คนได้ยื่นอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ ได้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จำเลยจึงได้ยื่นต่อสู้ในชั้นฎีกา

ซึ่งวันนี้นายเทพไท และนายมาโนช ได้เดินทางเข้ารายงานตัวกับศาล  ขณะที่นายพิชัย  โจทก์ พร้อมด้วยทนายความ ก็เดินทางมาศาลเช่นกัน  ทั้งนี้ ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง ในการอ่านคำพิพากษา ยืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ คือลงโทษจำคุก 3 ปี ลดโทษ 1 ใน 3  เหลือจำคุก 2 ปี เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี โดยไม่รอลงอาญา

หลังฟังคำพิพากษาเสร็จสิ้น นายเทพไทและน้องชาย มีสีหน้าเคร่งเครียด จากนั้นตำรวจศาลได้เข้าควบคุมตัวตามขั้นตอน พาเข้าไปยังห้องควบคุมของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช และส่งตัวไปยังแดนแรกรับ เรือนจำกลางนครศรีธรรมราช

สำหรับคดีทุจริตเลือกตั้ง นายก อบจ.นครศรีธรรมราช เมื่อปี 2557 ถือเป็นคดีโกงเลือกตั้งที่ได้รับความสนใจเป็นวงกว้าง โดยเมื่อวันที่ 27 มกราคม ปี 2564 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้สมาชิกภาพการเป็นสส. ของนายเทพไท เสนพงศ์ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ ในกรณีทุจริตเลือกตั้งนายก อบจ. โดยให้สิ้นสุดลงนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง และมีคำสั่งให้ยุติปฏิบัติหน้าที่ ในวันที่ 16 กันยายน ปี 2563

สภา กทม. ถกงบฯ 7.9 หมื่นล้านบาท
วันนี้ เปิดประชุมสภากรุงเทพมหานคร วันแรก ทีม สก.ชุดใหม่ ร่วมอภิปรายงบ กทม.ปี 66  หลังผู้ว่าฯ กทม. เสนอร่างข้อบัญญัติ กทม. งบประมาณ 79,000 ล้านบาท

วาระสำคัญในการประชุม ได้เสนอญัตติ เรื่อง ขอให้กรุงเทพมหานครเร่งรัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเขต หรือ สข. เข้ามาทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงของประชาชน ร่วมกับ สก.ในพื้นที่  และอีกวาระสำคัญ คือ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เสนอญัตติร่างข้อบัญญัติ กทม. เรื่อง งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 จำนวน 79,000 ล้านบาท โดยเป็นการจัดทำงบประมาณแบบสมดุล ให้หน่วยงานต่าง ๆ ได้มีงบประมาณรายจ่ายตรงกับความต้องการ และเกิดประโยชน์สูงสุด

โดย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 เริ่มกระบวนการตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายนปีที่แล้ว ก่อนที่ตนจะเข้ามารับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2565 จึงเป็นช่วงที่ร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายทำเสร็จไปก่อนแล้ว และจัดส่งให้สภา กทม. วันที่ 20 มิถุนายนที่ผ่านมา สำหรับร่างข้อบัญญัติดังกล่าวที่นำเสนอต่อสภา กทม. ได้พิจารณาจากเหตุผล ความจำเป็นของการใช้จ่ายงบประมาณตามภารกิจ อำนาจหน้าที่ของหน่วยรับงบประมาณ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่า ประหยัด และคำนึงถึงผลสัมฤทธิ์ เกิดประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด

กพช.ให้ ปตท.จัดหา LNG เพิ่ม เพื่อความมั่นคงพลังงาน
มาดูเรื่องพลังงานกันบ้างค่ะ บอร์ด กพช. เห็นชอบให้ ปตท.จัดหา LNG สัญญาระยะยาว 1 ล้านตัน/ปี  เพิ่มความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ พร้อมกำชับให้ทำอย่างโปร่งใส และเป็นตามมาตรฐานสากล

ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีการพิจารณาข้อเสนอการจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG สัญญาระยะยาวของ บริษัท ปตท. ซึ่งการหาแหล่งพลังงานถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐ จะต้องช่วยกัน พร้อมกันนี้ได้ขอให้ทุกคนร่วมกันประหยัดพลังงาน

โดยที่่ประชุมมีมติเห็นชอบ ให้บริษัท ปตท.จัดหา LNG สัญญาระยะยาว ปริมาณ 1 ล้านตันต่อปี เพิ่มเติมจากสัญญาระยะยาวที่มีการลงนามแล้ว 5.2 ล้านตันต่อปี และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปหารือจัดหาก๊าชธรรมชาติให้เพียงพอในระยะยาว อีกทั้ง ยังขอให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. ติดตามผลกระทบต่อราคาอย่างใกล้ชิด เพราะการนำเข้าก๊าซจะเกิดขึ้นในปี 2569

นายกฯ ทดลองขับรถยนต์ไฟฟ้า
ขณะที่วันนี้ นายกรัฐมนตรีได้ทดลองขับรถ EV ของเอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศไทย ที่เดินทางเข้าเยี่ยมคารวะอำลาในโอกาสพ้นจากหน้าที่ โดยได้นำรถ EV มาที่ทำเนียบรัฐบาลด้วย เพราะทราบว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการสนับสนุน รถ EV พร้อมกับเชิญนายกรัฐมนตรีทดลองขับรถด้วยตัวเอง

ซึ่งในรอบแรก นายกรัฐมนตรี ได้ทดลองนั่ง โดยมีพนักงานขับรถของสถานทูต เป็นผู้ขับวนรอบสนามหญ้าตึกไทยคู่ฟ้าหนึ่งรอบ แต่ในรอบที่สอง นายกรัฐมนตรี ได้ทดลองขับด้วยตัวเอง โดยมีเอกอัครราชทูตสวิสนั่งไปด้วย ซึ่งในช่วงของการทดลองขับนี้เอง นายกรัฐมนตรีได้ขับวนรอบหน้าตึกไทย แบบช้า ๆ และในช่วงที่ขับผ่านห้องสื่อมวลชนที่อยู่ด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล และมองเห็นการทดสอบขับรถ EV ของนายกรัฐมนตรีอยู่ด้วยนั้น นายกรัฐมนตรีได้โบกมือ ทักทายกลุ่มผู้สื่อข่าวและขับขึ้นไปด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมกับได้ส่งเอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศไทย เดินทางกลับ