เช้านี้ที่หมอชิต

ครอบครัว ผกก.โจ้ ถอนอุทธรณ์สู้คดี จำคุกตลอดชีวิต

เช้านี้ที่หมอชิต - คดีของ ผู้กำกับโจ้ ธิติสรรค์ อุทธนผล ที่ก่อนหน้านี้มีการยื่นอุทธรณ์ขอต่อสู้คดีคลุมถุงดำทรมานผู้ต้องหายาเสพติดเสียชีวิต เมื่อวานนี้ ครอบครัวผู้กำกับโจ้ ไปยื่นขอถอนอุทธรณ์สู้คดีดังกล่าว เพราะต้องการรับผิดชอบในสิ่งที่ได้ทำไป แต่คดีนี้ยังไม่ถือว่าสิ้นสุด

มารดาและน้องสาวของ พันตำรวจเอก ธิติสรรค์ อุทธนผล หรือ "ผู้กำกับโจ้" เดินทางไปศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เพื่อยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ต่อสู้คดี หลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาประหารชีวิตผู้กำกับโจ้ ในคดีคลุมถุงดำทรมานผู้ต้องหายาเสพติดเสียชีวิต และศาลได้ลดโทษให้ผู้กำกับโจ้ เหลือจำคุกตลอดชีวิต เมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา

มารดาของผู้กำกับโจ้ กล่าวทั้งน้ำตาว่า ลูกชายสำนึกในการกระทำผิด และรู้สึกเสียใจอย่างมากที่ขาดความรอบคอบในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย พร้อมจะน้อมรับโทษตามที่ศาลพิพากษา ไม่ประสงค์ที่จะต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาอีกต่อไป จึงมายื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์คดี

ขณะที่ น้องสาวของผู้กำกับโจ้ ระบุว่า พี่ชายอยากจะรับผิดชอบต่อสิ่งที่ได้ทำไป จึงขอรับโทษ และจะจ่ายเงินเยียวยาครอบครัวของผู้เสียชีวิตตามที่ได้มีการตกลงกันไว้

ขณะที่ ทนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม ซึ่งเป็นคนที่นำคลิปวงจรปิดหลักฐานขณะเกิดเหตุฆาตกรรมมาเผยแพร่ ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ว่า ตนเองไม่ปักใจเชื่อว่า ผู้กำกับโจ้ จะสำนึกผิดและยอมรับโทษทั้งหมด เพราะเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ได้ทราบจากคนรู้จักว่า ผู้กำกับโจ้ ได้พูดถึงตนเองในเรือนจำ ว่าเป็นต้นเหตุและสาเหตุที่ทำให้ต้องติดคุก และยังบอกว่า ถ้าออกจากเรือนจำมาได้ก็จะมาจัดการ นอกจากนี้ ยังได้เปิดแช็ตลับให้สื่อมวลชนได้ดู ซึ่งในนั้นมีข้อความที่พูดถึงสภาพความเป็นอยู่ของผู้กำกับโจ้ ว่าอยู่อย่างสุขสบายและยังมีอำนาจ ที่ทำให้มีการสั่งย้ายเจ้าหน้าที่เรือนจำไปแล้ว 4 นาย อีกด้วย

นอกจากนี้ ทนายตั้ม ยังได้ตั้งข้อสังเกตอีกว่า การยอมรับและสำนึกผิดนั้น เป็นหนึ่งในวิธีการที่ทำให้ผู้กำกับโจ้ได้รับการพิจารณาลดหย่อนโทษ หากกลายเป็นนักโทษชั้นดี ก็จะได้รับการลดหย่อนโทษอีก ซึ่งที่ผ่านมาก็มีผู้ต้องขังหลายคดีที่ได้รับโทษหนักแต่ประพฤติตัวดี ใช้เวลารับโทษในเรือนจำไม่นานก็ได้รับการปล่อยตัว กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

สำหรับคดีผู้กำกับโจ้นั้น แม้ว่าทั้งฝ่ายอัยการและจำเลยไม่ยื่นอุทธรณ์ แต่ตามกฎหมายอาญาคดียังไม่ถือว่าถึงที่สุด เนื่องจากมีโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิต แม้ศาลชั้นต้นจะลดหย่อนเหลือจำคุกตลอดชีวิต แต่ตามกฎหมายอาญามาตรา 245 วรรค 2 ระบุชัด ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องส่งสำนวนคดีที่พิพากษาให้ลงโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิตไปยังศาลอุทธรณ์

กรมราชทัณฑ์ ยืนยันว่า ผู้กำกับโจ้ ได้รับการปฏิบัติเหมือนผู้ต้องขังทั่วไป ไม่มีอภิสิทธิ์ หรือได้รับสิทธิพิเศษเหนือผู้ต้องขังรายอื่นตามที่เป็นข่าว และไม่ได้มีอำนาจในการสั่งย้ายผู้คุม หรือเจ้าหน้าที่รายหนึ่งรายใด ผู้ต้องขังทุกเรือนจำไม่สามารถใช้โทรศัพท์มือถือ หรืออุปกรณ์สื่อสารใดได้ จึงเชื่อว่าแช็ตลับดังกล่าวไม่ได้ถูกส่งมาจาก ผู้กำกับโจ้ แต่เป็นการสื่อสารของบุคคลภายนอก ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ต้องขังภายในเรือนจำแต่อย่างใด