สนามข่าว 7 สี

โจ่งครึ่ม ลักลอบขายยารักษาโควิด-19 เถื่อน

สนามข่าว 7 สี - วาทกรรมเดือด ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และอาจารย์มหาวิทยาลัยชื่อดัง โต้กันในประเด็นการบริหารจัดการยาต้านไวรัส รักษาโควิด-19 ที่ดูเหมือนเข้าถึงยาก ต้องใช้รักษาตามอาการเท่านั้น ทำให้มีผู้ลักลอบนำเข้ามาขายออนไลน์ แต่ล่าสุดโดนจับแล้ว มีความผิดฐานจำหน่ายยาเถื่อน อย.สั่งนำไปทำลายทั้งหมด

ของกลางยารักษาโควิด-19 ที่ตรวจยึดได้รอบนี้ รวมกว่า 80,00 เม็ด มีทั้งยาโมลนูพิราเวียร์ ยาฟาวิพิราเวียร์ และยาเรมเดซิเวียร์ ได้จากการบุกตรวจค้นของตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ กก.4 บก.ปคบ.

กรณีนี้เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเบาะแสจาก อย. ว่ามี 2 ร้าน ที่เปิดขายยาต้านไวรัสผ่านช่องทางออนไลน์ จึงได้ล่อซื้อ และขยายผลตรวจสอบพบว่า ยาต้านไวรัสรักษาโควิด ถูกจัดส่งมาจากแหล่งเดียวกัน เป็นบ้านพักในย่านลาดพร้าว เขตวังทองหลาง ต่อมาได้ขยายผลการสืบสวน พบสถานที่จัดเก็บ และกระจายยาเชื่อมโยงกับบ้านอีก 1 หลัง ในพื้นที่เขตตลิ่งชัน จึงจับกุมเอเยนต์ผู้จำหน่าย รวม 3 คน โดยผู้ต้องหาให้การว่ารู้จักกับชาวอินเดีย ส่งยาเหล่านี้มาให้จากประเทศอินเดีย และลักลอบนำเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย

ตำรวจแจ้งข้อหากับผู้ต้องหา 3 คน ในข้อหาขายยาแผนปัจจุบัน โดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 10,000 บาท และขายยาที่ไม่ขึ้นทะเบียนตำรับยา มีโทษจำคุก ไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สำหรับเรื่องนี้ รองศาสตราจารย์ เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ติดตามการบริหารจัดการยารักษาโควิด-19 ของกระทรวงสาธารณสุข มาอย่างต่อเนื่อง โดยได้โพสต์เฟซบุ๊กตั้งคำถาม เกี่ยวกับการจ่ายยาให้ผู้ป่วย เช่น "ประเทศลาว มียาโมลนูพิราเวียร์วางจำหน่ายมาตั้งแต่ต้นปี โดยไม่ถูกรัฐกีดกัน ซึ่งกรณีการจ่ายยาต้านไวรัส ไม่ใช่ป่วยหนักแล้วค่อยจ่าย หากติดเชื้อแล้ว ต้องรีบกินให้เร็วที่สุด"

นอกจากนี้ อาจารย์เจษฎายังโพสต์อีกว่า "ถ้าห่วงใยสุขภาพคนไทยจริง เลิกผูกขาด หรือ Monopoly ยาต้านไวรัสได้แล้วครับ"

และอีกโพสต์เดือด ระบุว่า "สธ. กังวล ผลข้างเคียงยา หลังพบว่าให้หนูทดลองกิน แล้วกลายพันธุ์ กลายเป็น ตัวเงินตัวทอง "

ทีมสนามข่าว 7 สี สอบถามไปยังเจตนาการโพสต์ของอาจารย์เจษฎา ทราบว่า ต้องการโพสต์กระตุ้นเตือนผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ขอให้สัมภาษณ์ เนื่องจากถูกผู้ใหญ่ตักเตือนมาบ่อยแล้ว สิ่งที่ต้องการสื่อสาร เพียงแค่โพสต์ให้ชวนคิด ว่าเหตุใดคนไทยจึงเข้าถึงยาต้านไวรัสรักษาโควิด-19 ยากกว่าประเทศอื่น สาเหตุเป็นเพราะอะไร

เรื่องนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โต้กลับ บอกสื่อไม่ต้องไปขยายความเรื่องที่อาจารย์เจษฎา บอกว่า นำยารักษาโควิด-19 ไปทดลองกับหนู แล้วกลายพันธุ์เป็นสัตว์ชนิดอื่น เป็นไปไม่ได้ ซึ่งการกลายพันธุ์ที่ถูกต้อง อย่างโควิดสายพันธุ์เดลตา กลายเป็นสายพันธุ์เบตา ซึ่งกรณีการทดลองแล้วกลายพันธุ์เป็นอีกอย่างอื่น แบบนั้นเรียก "ก็อตซิลลา"

นายอนุทิน ทิ้งท้ายบอกอีกว่า ข้อความที่อาจารย์เจษฎาโพสต์เดือด แสดงถึงความไม่เป็นมืออาชีพ และมีอคติรุนแรง เพราะเป็นการเขียนโดยใช้อารมณ์ จึงไม่ควรนำมาใส่ใจ แนะนำให้ไปพบแพทย์รักษา

ทีมสนามข่าว 7 สี ค้นหาข้อมูลการขายยาต้านไวรัสบนโลกออนไลน์ พบว่ายังขายเกลื่อน พร้อมรีวิวผู้ซื้อมากมาย มีทั้งในทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม หลายคนบอกว่า กินยาไปเพียง 1-2 วัน อาการดีขึ้น เหมือนคนปกติ บางคนโพสต์แอบอ้าง บอกว่า ยาโมลนูพิราเวียร์ตัวนี้ เป็นตัวเดียวกับที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกิน มีไว้อุ่นใจ เก็บเงินปลายทาง

ด้าน นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ย้ำผู้ป่วยโควิด-19 ไม่ต้องไปซื้อยาต้านไวรัสมากินเอง เพราะอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ส่วนยารักษาในคลังมีอยู่เพียงพอ เช่น ยาโมลนูพิราเวียร์ ยาฟาวิพิราเวียร์ มีอยู่กว่า 11 ล้านเม็ด มีอัตราการใช้เฉลี่ย 78,000 เม็ดต่อวัน

ทั้งนี้ องค์การเภสัชกรรม ได้จัดซื้อจัดหายารักษาโควิด-19 มาอย่างต่อเนื่อง ผ่านระบบสั่งยา ซึ่งหมายความว่า หากยาใกล้หมด ทางองค์การเภสัชฯ ก็จะซื้อยากลับมาเติมไว้