เช้านี้ที่หมอชิต

เริ่มแล้วเวทีสาธารณะ ขอนายกฯ หยุดอำนาจที่ 8 ปี

เช้านี้ที่หมอชิต - เริ่มเคลื่อนไหวกันแล้ว สำหรับกลุ่มที่ไม่ต้องการให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไปต่อ หลังบริหารประเทศต่อเนื่องจะครบ 8 ปี เชื่อว่ายิ่งใกล้วันที่ 24 สิงหาคมเท่าไหร่ การเคลื่อนไหวจะเข้มข้นมากขึ้นเท่านั้น

คณะหลอมรวมประชาชน ที่นำโดย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. และนายนิติธร ล้ำเหลือ แกนนำกลุ่มประชาชนคนไทย ถือเป็นขั้วที่อยู่กันคนละฝั่งมายาวนานแต่วันนี้มีจุดหมายเดียว คือกดดันให้พลเอกประยุทธ์ พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังครบวาระ 8 ปี ในวันที่ 24 สิงหาคม จัดเวทีสาธารณะ "8 ปี ประยุทธ์ต้องออกไป คนไทยลุกขึ้นสู้" ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา 

โดยบอกจากรัฐธรรมนูญชี้ชัด พลเอกประยุทธ์ต้องพ้นจากตำแหน่ง 24 สิงหาคมนี้ และถ้าอยู่ต่อ หรือมีความพยายามหาช่องทางเพื่อช่วยพลเอกประยุทธ์ เป็นเรื่องที่จะนำพาประเทศเข้าสู่วิกฤตกันอีกครั้ง พร้อมกันนี้ยังนัดหมายชุมนุมในครั้งต่อไปในวันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม และวันที่ 23 สิงหาคม ซึ่งจะชุมนุมไปถึงเวลาเที่ยงคืน ซึ่งเป็นเส้นตายที่พลเอกประยุทธ์ต้องพ้นจากตำแหน่ง

สำหรับการรัฐธรรมนูญที่บัญญัติให้นายกรัฐมนตรีอยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกิน 8 ปี ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่ติดต่อกันก็ตาม นั้นถือว่าตัวบทชัด แต่ถกเถียงกันว่าจะเริ่มนับวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงเวลาไหน ระหว่างนับตั้งแต่รับตำแหน่งครั้งแรก 24 สิงหาคม ซึ่งจะทำให้พลเอกประยุทธ์ต้องพ้นจากตำแหน่งทันทีที่ครบวาระในวันที่ 24 สิงหาคมนี้ หรือนับหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ 6 เมษายน 2560 ซึ่งจะยืดเวลาแห่งอำนาจให้กับพลเอกประยุทธ์ ไปได้อีกสองปีเศษ ไปสิ้นสุดที่ 9 มิถุนายน 2568 หรือนับหลังเลือกตั้งปี 62 ซึ่งเท่ากับพลเอกประยุทธ์ มีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีได้อีก 4 ปี สิ้นสุดวันที่ 9 มิถุนายน 2570 หากนับรวมกับที่เป็นนายกฯในยุค คสช. ด้วย ก็เท่ากับอยู่ในอำนาจแบบจุก ๆ ไปถึง 12 ปีได้เลย

มีคำแนะนำจากอาจารย์เจษฎ์ โทณะวณิก อดีตที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ถึงนายกรัฐมนตรีว่า ควรตัดไฟแต่ต้นลม ไม่ให้เกิดปัญหาบานปลาย ด้วยการลาพักร้อน เพื่อหยุดปฏิบัติหน้าที่ไปก่อน จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย ซึ่งในมุมมองของอาจารย์เจษฎ์ ยังเห็นว่า วาระนายกฯต้องนับตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2557 จึงจะสอดรับกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ที่ไม่ต้องการให้เกิดการผูกขาดอำนาจเกิน 8 ปี จนอาจกลายเป็นชนวนที่ทำให้เกิดวิกฤตการเมืองตามมา

อีกหนึ่งความเห็นที่น่าสนใจคือ มีการนำวาระการดำรงตำแหน่งของอดีตผู้ว่า สตง. มาเทียบเคียงกับกรณีของนายกรัฐมนตรี ซึ่งในขณะนั้นมีการนับวาระดำรงตำแหน่งตั้งแต่ก่อนที่รัฐธรรมนูญจะมีผลบังคับใช้

สุดท้ายเรื่องนี้จะจบอย่างไร คงต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งฝ่ายค้านจะยื่นคำร้องในวันที่ 17 สิงหาคมนี้ ถ้าหากพลเอกประยุทธ์ ต้องพ้นจากตำแหน่งไป และขั้วอำนาจเดิมยังจับมือกันแน่น บัญชีนายกรัฐมนตรีที่เหลือ จะเป็นโอกาสของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พรรคอันดับ 2 ในรัฐบาล หรือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคอันดับ 3 ในรัฐบาล