ข่าวออนไลน์7HD

พรุ่งนี้ ศบค.เตรียมปรับโรคโควิด-19 เป็นโรคติดต่อไม่ร้ายแรง ก่อนยกระดับสู่โรคประจำถิ่น

พรุ่งนี้ ศบค.เตรียมปรับโรคโควิด-19 เป็นโรคติดต่อไม่ร้ายแรง ก่อนยกระดับสู่โรคประจำถิ่น
วันนี้ (18 ส.ค.65) พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงชาติแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 (ศปก.ศบค.) เปิดเผยถึงการประชุม ศบค.ชุดใหญ่ ในวันพรุ่งนี้ (19 ส.ค.65) โดยจะมีการรายงานสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้น และข้อจำกัดที่จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม การเปิดด่านชายแดน ที่ดำเนินการเปิดมากว่า 1 เดือนแล้ว รวมถึงแผนการกระจายยา เพื่อยกระดับให้กับประชาชนให้ทั่วถึงขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีการกระจายยาไปยังโรงพยาบาลเอกชน และคลินิกเวชกรรมแล้ว ลำดับต่อไปอาจพิจารณาเพิ่มการกระจายยารักษาโควิด-19 ไปยังร้านขายยาชั้น 1 เพื่อกระจายยาให้ถึงประชาชนให้มากขึ้น

พล.อ.สุพจน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ การประชุม ศบค. จะมีการพิจารณาแผนที่นำไปสู่การปรับโรคโควิด-19 ให้เป็นโรคติดต่อไม่ร้ายแรง ก่อนจะปรับให้เป็นโรคประจำถิ่นต่อไป ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ในอำนาจตัดสินใจของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ โดยที่ประชุมอาจจะประเมิน และทำแผนรองรับเตรียมความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมาย พ.ร.บ.โรคติดต่อแห่งชาติ ที่เตรียมไว้ต้องใช้ได้ และยังต้องใช้กฎหมายพิเศษอื่นอีกหรือไม่ ซึ่งทั้งหมดคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดจะต้องเตรียมในพื้นที่ ตามกรอบและเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครเป็นจังหวัดใหญ่ ที่ต้องเตรียมและบูรณาการร่วมกับพื้นที่จังหวัดปริมณฑล เชื่อว่าในที่ประชุมพรุ่งนี้จะมีความชัดเจนมากขึ้น

ส่วนข้อเสนอที่จะให้สถานบันเทิงเปิดบริการถึง 04.00 น.นั้น พล.อ.สุพจน์ ระบุว่า การปรับเวลาในการปิดบริการ จะต้องมีการแก้ไขกฎหมายหรือกฎกระทรวง โดยต้องให้ผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องโดยตรงเป็นผู้ดำเนินการ ไม่เกี่ยวกับ ศบค. แต่ ศบค.มีข้อกังวลว่า หากให้เปิดบริการได้ตามเวลาที่เสนอมา จะต้องดูว่าจะกระทบกับชีวิตปกติที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 อย่างไร ซึ่งขณะนี้ยังไม่บรรจุอยู่ในวาระของการประชุมในวันพรุ่งนี้

พล.อ.สุพจน์ ยังย้ำด้วยว่า ถึงแม้ขณะนี้สถานการณ์โควิด -19 เบาบางลง แต่ยังจำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน  เพราะยังมีการเดินทางเข้าออกประเทศ เพื่อกำกับและห้ามกระทำการที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาด ในที่ประชุมก็จะพิจารณาแผนต่างๆ ของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อดูว่ายังจำเป็นที่จะต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อยู่อีกหรือไม่