เช้านี้ที่หมอชิต

ตีตรงจุด : สลด นักเรียนชั้น ม.3 เสียชีวิตจากเหตุปืนลั่นในห้องเรียน จ.นนทบุรี

เช้านี้ที่หมอชิต - ตีตรงจุดวันนี้ ปักหมุดที่เหตุการณ์ร้อน ที่เกิดขึ้นช่วงบ่ายของเมื่อวาน ทำเอาตกอกตกใจกันไปเป็นแถบ ๆ หลังมีข่าวว่า คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ระเบิด จนเป็นเหตุให้ เด็ก ม.3 ของโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในจังหวัดนนทบุรี เสียชีวิต เล่นเอาต้องเช็กกันจ้าละหวั่น คีย์บอร์ดมีอานุภาพร้ายแรงขนาดนั้นเชียวหรือ ก่อนที่คดีจะพลิก เป็นเพื่อนทำปืนลั่นใส่ จนเกิดเหตุสลดขึ้น เรื่องนี้มีหลายมิติให้ติดตาม ไปตีตรงจุดกันเลย

เริ่มจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นความสูญเสียที่เกิดขึ้น ในห้องคอมพิวเตอร์ของโรงเรียน ซึ่งต้องเป็นสถานที่ที่ควรปลอดภัย แต่กลับกลายเป็นว่า สถานที่แห่งนี้คือที่จบชีวิตของ เด็ก ม.3

ในช่วงแรกข่าวยังสับสน เพราะมีการระบุว่า เกิดจากคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ระเบิด ข้อมูลดังกล่าว ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า คีย์บอร์ด สามารถระเบิดจนปลิดชีพคนได้จริงหรือ สุดท้ายเรื่องก็แดงออกมา หลังจากตำรวจเชิญตัว ครูประจำวิชาคอมพิวเตอร์ และนักเรียนเพื่อนร่วมชั้น ไปสอบปากคำต่อหน้าสหวิชาชีพ ที่ สภ.บางบัวทอง นานหลายชั่วโมง จนสุดท้าย รู้สาเหตุแน่ชัดว่า ผู้เสียชีวิตถูกกระสุนปืน

หลังทราบสาเหตุที่ชัดเจน ตำรวจมีการแจ้ง 2 ข้อหา คือ พกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะ และยิงปืนในที่สาธารณะ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต โดยมุมมองของนักกฎหมาย เห็นว่า การเอาผิดเยาวชน ที่อายุไม่เกิน 18 ปี โทษอาจไม่ได้รุนแรง ซึ่ง อาจจบแค่การคุมประพฤติ แต่อาจมีผลในคดีแพ่ง ที่ครอบครัวผู้ก่อเหตุ ต้องชดใช้กับความสูญเสียที่เกิดขึ้น

ส่วน สาเหตุที่ตำรวจไม่พบปืนในที่เกิดเหตุ เป็นเพราะผู้ก่อเหตุติดต่อรุ่นพี่ เพื่อขอความช่วยเหลือ จากนั้นมีการมอบปืนที่เป็นต้นเหตุแห่งความสูญเสียไป ซึ่งรุ่นพี่คนดังกล่าว อ้างว่า ไม่ทราบว่าของที่รับมาคือ ปืน และเมื่อรู้ก็ทำอะไรไม่ถูก จึงตัดสินใจนำไปทิ้งในคลอง ซึ่งนักประดาน้ำ ก็งมขึ้นมาได้แล้ว พบว่าเป็นปืนไทยประดิษฐ์ ขนาด 38 มม. ลักษณะเหมือนปืนปากกา แต่มีด้าม

ประเด็นนี้ต้องคลี่กันให้เห็นว่า อาจมีคนต้องรับผิดกันกราวรูด นับตั้งแต่ต้นทาง ที่เสมือนมีการปกปิดสาเหตุ เบี่ยงประเด็นไปเป็น คีย์บอร์ดระเบิด ซึ่ง ครูประจำชั้นเรียนที่เกิดเหตุ และโรงเรียน อาจหนีความผิดไม่พ้น รวมถึงรุ่นพี่ ที่เป็นคนนำปืนของกลางไปทิ้งลงคลองด้วย

นอกจาก ผลทางคดีเกี่ยวกับการปกปิดสาเหตุแล้ว ยังมีข้อสงสัยด้วยว่า เหตุใดเด็กจึงนำปืนเข้าโรงเรียนได้ ทำไมไม่มีกระบวนการตรวจสอบ มาตรการรักษาความปลอดภัยของโรงเรียน ได้มาตรฐานหรือเปล่า และที่สำคัญเด็กคนนี้มีปืนได้อย่างไร แต่มีเบาะแสจากพระ ซึ่งเป็นผู้ปกครองของเด็กว่า มักจะถูกเพื่อนทำร้ายอยู่บ่อยครั้ง ส่วนปืนไม่ทราบว่า เอามาจากไหน

ก็ถือเป็นเรื่องเศร้าทั้งครอบครัวของผู้ก่อเหตุ และครอบครัวของน้องที่เสียชีวิต ซึ่งก็เรียกว่า ร้องไห้ปริ่มว่าจะขาดใจ จากความสูญเสียที่ไม่ทันได้ตั้งตัว

จับตาเช้านี้ ตำรวจสรุปผลคดี เคลียร์ทุกปมสงสัย
สำหรับความคืบหน้าทางคดี ขณะนี้ผู้ก่อเหตุ อยู่กับทีมสหวิชาชีพ และเช้าวันนี้ ตำรวจ สภ.บางบัวทอง จะตั้งโต๊ะแถลงข่าว เพื่อชี้แจงทุกประเด็นที่สังคมสงสัย ไม่ว่าจะเป็น ที่มาของปืน ทิศทางของกระสุน ที่มีการอ้างว่าปืนตกกระทบคีย์บอร์ด ก่อนลั่นใส่เพื่อน โรงเรียนและครูประจำชั้น จะถูกดำเนินคดีด้วยหรือไม่ การดำเนินคดีกับเด็กที่ก่อเหตุ จะเป็นอย่างไร และต้องต้องติดตามด้วยว่า ทางโรงเรียนจะชี้แจงอย่างไร กับข้อสงสัย เรื่อง มาตรการรักษาความปลอดภัยภายในโรงเรียน

ผู้เชี่ยวชาญชี้คีย์บอร์ดระเบิดได้ แต่โอกาสน้อย
จบเรื่องคดีไปแล้ว เรามาตามกันต่อถึงข้อสงสัยว่า คีย์บอร์ดระเบิดได้จริงหรือไม่ เรื่องนี้ทีมข่าวของเราสอบถามไปยัง รองศาสตราจารย์ เจิดกุล โสภาวนิตย์ ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับคำอธิบายว่า คีย์บอร์ดในปัจจุบันมีอยู่ 2 ประเภท คือแบบเสียบสาย USB  และแบบเชื่อมต่อบลูทูท หรือ ไวร์เลส ซึ่งคีย์บอร์ดทั้ง 2 แบบ จะมีปริมาณไฟที่ต้องใช้ต่างกันเล็กน้อย โดยระบบไวร์เลส จะใช้ไฟอยู่ที่ 3-4 โวลต์ ส่วนแบบคีย์บอร์ด จะใช้ไฟราว 5 โวลต์ และสามารถระเบิดได้ ในส่วนของระบบไวร์เลส เนื่องจากมีแบตเตอรี่ แต่โอกาสน้อยมาก

เตือน ทำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตกบ่อย เสี่ยงระเบิด
ส่วน เรื่องความเก่าหรือใหม่ ของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ นักวิชาการบอกว่า ส่วนใหญ่ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ จะมีปัญหาช่วงแรก และช่วงท้าย ๆ ของอายุการใช้งาน แต่ช่วงกลางจะไม่ค่อยเกิดขึ้น จึงอยากฝากถึงคนที่ใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า ที่มีแบตเตอรี่เป็นส่วนประกอบ ให้ระมัดระวัง โดยเฉพาะการทำตกบ่อย ๆ จะส่งผลให้ตัวแบตเตอรี่มีปัญหา และอาจเกิดระเบิด หรือ ไฟรั่วได้