ข่าวออนไลน์7HD

5 ภัยไซเบอร์ยุคหลังโควิด

5 ภัยไซเบอร์ยุคหลังโควิด
ปัจจุบันในยุคที่ประชาชนส่วนใหญ่ใช้งานอินเทอร์เน็ตตลอดเวลา ขณะเดียวกันภาคธุรกิจก็ใช้งานอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ทั้งสำหรับบริหารจัดการในองค์กรและติดต่อลูกค้าภายนอก การใช้หรือพึ่งพาอินเทอร์เน็ตมากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดอาชญากรรมบนอินเทอร์เน็ต หรือภัยไซเบอร์มากขึ้นไปด้วย

วันนี้ #เศรษฐศาสตร์ตลาดสด รวบรวมภัยไซเบอร์ของภาคธุรกิจที่สำคัญในปีนี้ หรือยุคหลังโควิด มาเล่าสู่กันฟัง

5 ภัยไซเบอร์ยุคหลังโควิด

1.ภัยไซเบอร์จากการ work from home หรือทำงานจากนอกออฟฟิศ

นับจากยุคการระบาดของโควิดที่รุนแรง หลายออฟฟิศอนุญาตให้พนักงาน work from home หรือ work from anywhere มากขึ้น และแม้สถานการณ์การระบาดดีขึ้นแล้ว หลายออฟฟิศยังคงให้ทำงานจากนอกออฟฟิศได้อยู่ ผลของการที่พนักงานทำงานจากนอกออฟฟิศเพิ่มขึ้น เพิ่มความเสี่ยงให้ออฟฟิศถูกโจมตีทางไซเบอร์มากขึ้น

ทั้งนี้ หลังโควิด ทั่วโลกมีจำนวนงานที่ work from home หรือทำงานจากนอกออฟฟิศเพิ่มขึ้น จากก่อนโควิดที่สัดส่วนงาน work from home อยู่ที่ 4% หลายประเทศเช่นในสหรัฐอเมริกา วันนี้อยู่ที่ 15% งานสำรวจพบว่าพนักงานยุคใหม่กว่า 30% เลือกทำงานเฉพาะที่อนุญาตให้ work from home ได้ โดยเฉพาะพนักงานกลุ่มศักยภาพสูง

ในหลายประเทศ รัฐบาลถึงขั้นออกกฎหมายคุ้มครองพนักงานในช่วง work from home เช่น รัฐบาลโปรตุเกสที่ออกกฎหมายห้ามนายจ้างส่งข้อความหาพนักงานช่วงนอกเวลาทำงาน

2. ถูกโจมตีโดยแรนซัมแวร์

แรนซัมแวร์ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของอาชญากรรมออนไลน์ ปัจจุบันทุก 11 วินาที มีแรนซัมแวร์จู่โจมอย่างน้อยหนึ่งที่ โดยหากเจาะจงเฉพาะภาคธุรกิจ มีธุรกิจถูกแรนซัมแวร์จู่โจมทุก 40 วินาที แรนซัมแวร์ส่วนใหญ่มุ่งจารกรรมข้อมูลเพื่อเรียกค่าไถ่  ผ่านสกุลคริปโทเคอเรนซี ที่ทำให้การติดตามตรวจสอบทำได้ยาก แรนซัมแวร์สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกปีละ 20,0000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ในแต่ละปีแรนซัมแวร์ช่วยสร้างรายได้ให้อาชญากรทางอินเทอร์เน็ตกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ล่าสุดเมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา 7-eleven ในเดนมาร์กต้องปิดร้าน 175 สาขาทั่วประเทศ จากการโดนแรนซัมแวร์โจมตีและควบคุมระบบ ทำให้สาขาไม่สามารถใช้ระบบการชำระเงิน คิดเงินหรือรับเงินจากลูกค้าได้

3. การให้พนักงานใช้อุปกรณ์ IT ส่วนตัวในสำนักงาน

ในยุคโควิด หลายออฟฟิศอนุญาตให้พนักงานใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของตัวเองทำงานเพิ่มขึ้น ทั้งในการทำงานที่บ้านและการนำมาใช้ที่ออฟฟิศ ผลของการที่มีอุปกรณ์จากภายนอกมาเชื่อมต่อกับระบบภายในของสำนักงานเพิ่มขึ้น นำมาซึ่งความเสี่ยงของภัยไซเบอร์เพิ่มขึ้นด้วย

4. ไม่มีการสำรองข้อมูล

ผลสำรวจพบว่า บริษัทส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ มีการทุ่มงบประมาณจำนวนมาก จนเชื่อมั่นและไว้ใจระบบรักษาความปลอดภัยของบริษัทตนเอง ในทางตรงข้าม กลับละเลยการสำรองข้อมูลเป็นประจำ ทำให้เมื่อถูกโจมตี ส่งผลเสียมหาศาล ทั้งที่การสำรองข้อมูล ทำได้ง่ายและใช้งบประมาณน้อยกว่ามาก

5. องค์กรและพนักงานไม่ตระหนักในภัยไซเบอร์

โดยเฉพาะองค์กรธุรกิจขนาดเล็ก ที่ปัจจุบันยังไม่ตระหนักในปัญหาอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ตเท่าที่ควร ไม่เห็นความจำเป็นในการลงทุนปกป้องข้อมูลของบริษัทและลูกค้า ทั้งที่ในความเป็นจริง ปัจจุบันข้อมูลทุกอย่างล้วนมีค่า ที่โจรไซเบอร์สามารถนำไปใช้ประโยชน์

นอกจากนี้ภัยไซเบอร์ในหลายองค์กร ยังเกิดจากบริษัทไม่สามารถทำให้พนักงานเห็นความสำคัญและความร้ายแรงของปัญหา ผู้บริหารอาจลงทุนซื้อระบบหรือโปรแกรมป้องกันการโจมตีทางอินเทอร์เน็ตแพงเท่าไรก็ได้ แต่ระบบหรือโปรแกรมนั้นจะไม่มีประโยชน์เลย หากพนักงานในองค์กรไม่ตระหนักในภัยไซเบอร์ และเปิดจุดเสี่ยงต่างๆ ให้อาชญากร

สำหรับวิธีรับมือ #เศรษฐศาสตร์ตลาดสด มีคำแนะนำ 3 ข้อ ได้แก่

หนึ่ง สำหรับภาคธุรกิจ ไม่ว่าองค์กรเล็กหรือใหญ่ ควรตระหนักว่าตนตกเป็นเป้าหมายของโจรไซเบอร์

สอง องค์กรควรปลูกฝังหรือมีกระบวนการเรียนรู้ให้พนักงานตระหนักในความร้ายแรงของปัญหาอาชญากรรมทางอินเตอร์เน็ต เพื่อลดความเสี่ยงจากตัวพนักงาน

สาม บริษัทต้องมีนโยบายสำรองข้อมูลเสมอ ต้องระลึกว่าไม่ว่าระบบป้องกันหรือรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์จะดีหรือแพงขนาดไหน ก็มีความเสี่ยงให้ถูกโจมตีหรือถูกเรียกค่าไถ่ข้อมูลได้

รู้อย่างนี้แล้ว หวังว่าทุกองค์กรจะตระหนักในภัยไซเบอร์ และป้องกันอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ตได้ดียิ่งขึ้น เพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นทั้งต่อตัวธุรกิจและลูกค้า