ข่าวออนไลน์7HD

แก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างเป็นสรรพากร หลอกกดลิงก์เงินเกลี้ยงบัญชี SCB ชี้แจงแล้ว

แก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างเป็นสรรพากร หลอกกดลิงก์เงินเกลี้ยงบัญชี SCB ชี้แจงแล้ว
แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อ้างเป็นสรรพากร หลอกให้กดลิงก์ถอนเงินเกลี้ยงบัญชี SCB ไม่ได้นิ่งนอนใจ ร่วมมือ ตร.จับกุมคนร้าย แจงไม่ได้เกิดจากความผิดปกติของระบบธนาคาร ยืนยันมีระบบป้องกันความปลอดภัยในระดับสูง แต่เหยื่อถูกหลอกในรูปแบบฟิชชิง

กรณีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกให้กดลิงก์ติดตั้งโปรแกรมแล้วถอนเงินจากบัญชี ล่าสุด วันนี้ (21 ก.ย.65) ธนาคารไทยพาณิชย์ ชี้แจงว่า ธนาคารไม่ได้นิ่งนอนใจและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเต็มที่ เพื่อให้มีหลักฐานในการติดตามจับกุม กลุ่มมิจฉาชีพ พร้อมเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น พบว่า การถอนเงินจากบัญชีไม่ได้เกิดขึ้นจากความผิดปกติของระบบธนาคาร แต่เป็นลักษณะของการทุจริตในรูปแบบ Phishing และอยู่นอกเหนือจากความรับผิดชอบของธนาคาร (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : คอลเซ็นเตอร์อ้างเป็นสรรพากร-หลอกให้กดลิงก์ แค่เสี้ยวนาทีเงินไหลผ่านแอปฯธนาคาร สูญ 1.4 ล้าน)

ปัจจุบันมีมิจฉาชีพพยายามหลอกลวงขอข้อมูล เพื่อให้ลูกค้าของสถาบันการเงินหลงเชื่อและตกเป็นเหยื่อ ด้วยการให้ข้อมูลส่วนตัว รวมถึงรหัสต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมา ธนาคารฯ ได้สื่อสารข้อความการเตือนภัยแก่ลูกค้าผ่านช่องทางต่างๆ ของธนาคารฯ เช่น เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ไลน์ และ Tiktok : SCB Thailand รวมถึงผ่านสื่อ ATM และสาขาของธนาคารอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าเพิ่มความระมัดระวังในการทําธุรกรรม และขอเรียนว่า ธนาคารฯ ไม่มีนโยบายในการส่งข้อความผ่านทาง SMS, อีเมล, LINE หรือช่องทางออนไลน์ต่างๆ เพื่อขอข้อมูลส่วนตัวหรือรหัสของลูกค้าต่างๆ แต่อย่างใด

ทั้งนี้ เพื่อลดความเสี่ยงต่อบัญชีของลูกค้า ธนาคารฯ มีข้อแนะนำวิธีการสังเกต และการป้องกันเบื้องต้นในการใช้โทรศัพท์เพื่อทำธุรกรรมทางการเงิน ดังนี้ 

วิธีการสังเกต
1. พฤติกรรมของผู้ทุจริต จะติดต่อสอบถามลูกค้าโดยมีข้อมูลเบื้องต้นของลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าหลงเชื่อว่ามีการติดต่อมาจากองค์กรที่แอบอ้างจริง โดยจะแจ้งรายละเอียดต่างๆ ของลูกค้าได้ เช่น ชื่อ นามสกุล ชื่อร้านค้าที่ลูกค้าร่วมนโยบายกับรัฐ เลขภาษี ฯลฯ เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ
2. ผู้ทุจริตจะหว่านล้อมโดยการขอเพิ่มเพื่อนในไลน์ เพื่อทำการพิมพ์พูดคุยหลอกลวง และทำการส่งลิงก์ข้อความให้เข้าหน้าเว็บไซต์ โดยจะหลอกให้หลงเชื่อแล้วกดลิงก์ที่อยู่เว็บไซต์ ซึ่งเป็นเว็บไซต์ปลอม (Phishing) เพื่อดาวน์โหลดโปรแกรมการควบคุมระยะไกล หลังจากที่ลูกค้าได้ทำการติดตั้งโปรแกรมควบคุมระยะไกลแล้ว ผู้ทุจริตจะทำการส่ง Code PIN เพื่อให้ลูกค้าแจ้งเลข เพื่อใช้ Code ดังกล่าวในการเข้าควบคุมเครื่อง ซึ่งหากลูกค้าไม่ได้ทำการแชร์หน้าจอบนไลน์ ก็อาจจะหลอกถามชุดตัวเลขเพื่อนำไปใช้เพื่อการควบคุมต่อไป
3. ผู้ทุจริตอาจจะขอแชร์หน้าจอโทรศัพท์ เพื่อแชร์หน้าจอจากวีดีโอคอล (Streaming) โดยจะเห็นหน้าจอและขโมย PIN ลูกค้าในการเข้าแอปพลิเคชันธนาคาร และจะหลอกให้ลูกค้าเปิดแอปพลิเคชัน ซึ่งผู้ทุจริตจะสามารถเห็นได้ว่าลูกค้าเข้าแอปพลิเคชันแล้ว โดยจะหลอกให้ลูกค้าเข้าไปยังหน้าที่ต้องมีการกด PIN 6 หลัก เพื่อให้ผู้ทุจริตสามารถควบคุมเข้าใช้งานแอปพลิเคชันแทนลูกค้าได้ทันทีโดยไม่ต้องระบุ PIN เอง

วิธีป้องกันตัวเองเบื้องต้น
1. โดยปกติหน่วยงานรัฐและเอกชนจะไม่ทำการติดต่อลูกค้าโดยตรงผ่านการส่งข้อความหรือเพิ่มเพื่อนในไลน์เพื่อส่งลิงก์เว็บไซต์ให้กับลูกค้า ทั้งนี้ หากลูกค้าได้รับการติดต่อและเกิดความไม่แน่ใจ ควรระงับการติดต่อจากช่องทางดังกล่าว และติดต่อกลับไปยังเบอร์กลางของหน่วยงานโดยตรงเพื่อทำการสอบถามข้อเท็จจริง
2. ไม่ควรทำการแชร์หน้าจอจากวีดีโอคอล (Streaming) ของตัวเอง และหลังจาก Streaming ไม่ควรเปิดแอปพลิเคชันของธนาคารให้ฝั่งตรงข้ามเห็น หรือหากไม่ทราบเรื่องการ Streaming ไม่ควรเปิดแอปพลิเคชันของธนาคารในระหว่างพูดคุย หากมีการติดต่อจากบุคคลที่เราไม่รู้จัก ไม่ควรให้มีการแชร์หน้าจอโทรศัพท์ และรวมไปถึงการเปิดแอปพลิเคชันของธนาคารในระหว่างการพูดคุยเช่นกัน
3. หากพบว่าหลงเชื่อจนเป็นเหตุให้ถูกควบคุมเครื่อง เช่น มีรหัสขึ้น และ/หรือ มีข้อความว่ากำลังตรวจสอบและห้ามใช้โทรศัพท์ หรือ หน้าจอค้าง หรือ หน้าจอเป็นภาพดำ ควบคุมเครื่องไม่ได้ ให้ปิดเครื่องโทรศัพท์ในทันทีเพื่อทำการตัดการเชื่อมต่อเครื่องกับผู้ทุจริต และติดต่อทางธนาคารเพื่อให้ทำการระงับการใช้แอปพลิเคชันของธนาคารนั้นๆ โดยทันที

ธนาคารขอให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นในระบบของธนาคารที่มีการป้องกันความปลอดภัยในระดับสูงที่ได้มาตรฐานสากล การหลอกลวงของมิจฉาชีพนั้นมีหลากหลายวิธี ขอให้ลูกค้าโปรดระมัดระวังและติดตามข่าวสารผ่านช่องทางต่าง ๆ ของธนาคาร รวมถึงแนวทางการป้องกันตัวเองอย่างใกล้ชิด หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถาม ขอคำแนะนำมายังธนาคารได้ตลอดเวลาที่ SCB Call Center โทร.02 7777777