เช้านี้ที่หมอชิต

เรื่องดีที่หมอชิต : การประหยัดพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม

เช้านี้ที่หมอชิต - ในปี 2565 โลกได้ผ่อนคลายจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 แต่ก็กลับมีสถานการณ์การสู้รบระหว่าง รัสเซีย กับ ยูเครน กลายเป็นวิกฤตใหญ่อีกวิกฤตหนึ่งที่คู่ขนานกับโควิด-19

สถานการ์สู้รบกระทบต่อราคาน้ำมันและราคาก๊าซ โดยยากจะหลีกเลี่ยง สถิติราคาน้ำมันดิบโลกในช่วงที่ผ่านมา เคยพุ่งทะยานไปถึง 120 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ทำให้หลาย ๆ ประเทศ ซึ่งรวมถึงไทย ต้องออกมาตรการช่วงเหลือประชาชน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกือบตลอดปี 2565 โดยที่ผ่านมา ประเทศไทยได้จัดตั้งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ทำหน้าที่พยุงราคาน้ำมัน ไม่ให้ราคาน้ำมันผันผวนตามตลาดโลก ทั้งยังช่วยอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล ให้อยู่ในระดับที่สูงจนเกินไป เพื่อลดผลกระทบค่าครองชีพของประชาชน

แต่หนทางที่มีส่วนช่วยได้มากอย่างยั่งยืน นั่นค่อ การใช้พลังงานอย่างประหยัด ซึ่งจากวิกฤตพลังงานที่ลามไปทั่วโลก ทำให้เกิดกระแสการประหยัดพลังงานอย่างเข้มข้นในหลาย ๆ ประเทศ เช่น แถบยุโรป มีมาตรการปิดไฟตามสถานที่สำคัญเวลากลางคืน เช่น ทําเนียบประธานาธิบดี อนุสาวรีย์ต่าง ๆ ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ในฝรั่งเศส ในออสเตรีย มีการลดชั่วโมงการเปิดบริการ เป็นต้น 

สำหรับ ประเทศไทย ภาครัฐนำร่องไปแล้ว โดยตั้งเป้าหมายลดการใช้ไฟฟ้า และน้ำมันเชื้อเพลิงลง 20% โดยมีการตั้งเป้าหมายการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างประหยัด ลดการใช้ไฟฟ้าที่สิ้นเปลือง เช่น ปิดไฟทุกครั้งหลังการใช้งาน ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม เดินขึ้นลงบันไดแทนการใช้ลิฟต์ และยังกำหนดให้หลายหน่วยงานนำมาเป็นการประเมินผลงาน หรือ KPI ที่มีการกำหนดมาตรฐานการประหยัดพลังงาน ให้รู้จักการใช้ไฟฟ้าอย่างคุ้มค่า ยึดถือการปฏิบัติให้เกิดผลการประหยัดพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม