ข่าวในประเทศ

ดรามา ”ประตูช้างเผือก”เมืองเชียงใหม่พังถล่ม อาจารย์นักอนุรักษ์ ชี้ เป็นสิ่งอุจาด พังให้หมด ไม่ใช่โบราณสถานเก่าแก่

ดรามา ”ประตูช้างเผือก”เมืองเชียงใหม่พังถล่ม  อาจารย์นักอนุรักษ์ ชี้ เป็นสิ่งอุจาด พังให้หมด ไม่ใช่โบราณสถานเก่าแก่
อดีตอาจารย์ คณะวิจิตรศิลป์ ม.เชียงใหม่ โพสต์ “พังเสียได้ก็ดี ประตูเมืองอุจาด”  หลัง”ประตูช้างเผือก” เมืองเชียงใหม่พังถล่ม จากฝนตกหนัก ยันไม่ใช่โบราณสถานเก่าแก่ แต่กลับดรามาเสียงแตก


(26 ก.ย.65 ) กรณีกำแพงเมืองเชียงใหม่ บริเวณ”ประตูช้างเผือก” ด้านนอกที่ก่อจากอิฐได้เกิดการทรุดตัวและพังทลายลงมาเป็นทางยาวประมาณ 10 กว่าเมตร โดยเบื้องต้นสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นผลจากฝนที่ตกหนักต่อเนื่องทำให้ดินที่เป็นแนวกำแพงอุ้มน้ำไว้ไม่ไหวและพังทลายลงมานั้น ซึ่งนายเทอดศักดิ์ เย็นจุระ ผู้อำนวยการ กลุ่มงานอนุรักษ์โบราณสถาน สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ เปิดเผยว่า จากตรวจสอบพบว่ากำแพงที่พังลงมาดังกล่าวนี้เป็นกำแพงที่ก่อขึ้นใหม่ช่วง พ.ศ.2500 ต้นๆ  เพื่อคลุมแนวกำแพงเก่าโบราณไว้เท่านั้น ส่วนแนวกำแพงเก่าไม่ได้รับความเสียหายใดๆ ซึ่งเบื้องต้นจากนี้จะทำการติดตั้งอุปกรณ์ค้ำยันป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม พร้อมสำรวจความเสียหายและ
ดำเนินการซ่อมแซมอย่างเร่งด่วน รวมทั้งจะดำเนินการสำรวจตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของกำแพงเมืองเชียงใหม่ทั้งหมดด้วย

ล่าสุดยังได้เกิดประเด็นดรามาขึ้นบนโลกออนไลน์ของชาวเชียงใหม่ โดยมีผู้ใช้เฟซบุ๊ก ชื่อ "สุรพล ดำริห์กุล" หรือ ศาสตราจารย์เกียรติคุณสุรพล ดำริห์กุล อดีตอาจารย์ สังกัดภาควิชาศิลปะไทย คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หนึ่งในผู้ที่เคยเคลื่อนไหวเรื่องของรูปแบบการบูรณะกำแพงเมืองโบราณว่า ไม่เป็นไปตามรูปแบบกำแพงเมืองโบราณดั้งเดิม ได้โพสต์ข้อความว่า"ประตูช้างเผือกไม่ใช่โบราณสถานแต่เป็นสิ่งก่อสร้างใหม่ที่เป็นทัศนอุจาดบนที่ดินโบราณสถาน(พังเสียได้ก็ดี)

สืบเนื่องฝนตกหนักเมื่อวานนี้   ทำให้ประตูช้างเผือก เมืองเชียงใหม่ พังทลายถล่มลงมาท่ามกลางความตกใจและเสียดายของชาวเชียงใหม่แต่ผมว่าโชคดีนะ พังทลายลงได้เสียก็ดี เพราะจะได้รู้กันเสียทีว่า  ประตูเมืองเหล่านี้เป็นสิ่งแปลกปลอม  ก่อสร้างขึ้นใหม่โดยการออกแบบอย่างน่าเกลียดน่าชัง  เพราะมันไม่ใช่ลักษณะและแบบแผนของประตูเมืองที่เป็นสากล (ต่างชาติมาเห็นก็ตลก  คิดว่าเมืองเชียงใหม่กระจอก  ถึงได้เป็นเมืองขึ้นพม่าตั้งนาน)

โดยข้อเท็จจริงประตูเมืองเชียงใหม่ที่เห็นในปัจจุบัน  ล้วนเป็นสิ่งสร้างใหม่ทั้งสิ้นทั้งนี้เพราะประตูเมืองของเมืองโบราณเชียงใหม่ถูกไถทำลายไปหมดแล้ว(มีรูปประตูเมืองเก่าเหลืออยู่ 2 รูป คือ ประตูท่าแพ  กับประตูช้างเผือก)รวมทั้งอิฐกำแพงเมืองเก่าก็ถูกประมูลขายอิฐ เพื่อให้บ้านเมืองกว้างขวางทันสมัยตั้งแต่สมัยกระทรวงธรรมการต่อมาเทศบาลเมืองเชียงใหม่(ในขณะนั้น)เมื่อราวแปดสิบปีที่ผ่าน มา(สมัยนายทิม  โชตนา เป็นนายกเทศมนตรี)ได้ออกแบบและสร้างประตูขึ้นใหม่ 5 ประตู(โดยไม่มีพื้นฐานของหลักฐานเก่าเลย)  ทุกวันนี้คนเชียงใหม่ลืมหมดแล้ว  คิดว่าประตูที่เห็น คือ  ประตูช้างเผือก  สวนดอก  เชียงใหม่ และสวนปุง เป็นโบราณสถานเก่าแก่ของเมือง ยกเว้นประตูท่าแพในปัจจุบันนั้น นายชัยยา  พูนศิริวงศ์ ผวจ.เชียงใหม่ ได้รื้อประตูที่เทศบาลสร้างใหม่ ออกและขออนุญาตกรมศิลปากรสร้างใหม่ตามรูปแบบภาพเก่าขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2529
ดังนั้นขอชาวเชียงใหม่เข้าใจเสียให้ถูกต้องว่าประตูช้างเผือกที่พังทลาย  ไม่ใช่โบราณสถานเก่าแก่  รวมทั้งสำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ ถ้าคิดจะบูรณะประตูช้างเผือกตามแบบเก่า ก็เสียงบประมาณแผ่นดินเปล่า  เพราะไม่ใช่โบราณสถานที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กทม. มีภาพเก่าของประตูช้างเผือกอยู่คงเป็นโอกาสอันดีที่กรมศิลปากรจะได้ร่วมมือกับเทศบาลนครเชียงใหม่  ทำสิ่งที่ถูกต้องให้กับเมืองเชียงใหม่อีกครั้ง เช่นเดียวกับประตูท่าแพที่ได้สร้างใหม่ตามภาพถ่ายเก่ามาแล้ว อีกสองสามวันพายุใหญ่จะเข้าเชียงใหม่  ฝนคงตกหนัก  เพี้ยง !! ภาวนาว่าขอให้ประตูเมืองอุจาดสร้างใหม่ที่เหลืออยู่อีก 3 ประตู พังทลายลงให้หมด  เสียได้ก็ดีครับ"

อย่างไรก็ตามพบว่ามีผู้แชร์เรื่องราวที่มีการโพสต์นี้ออกไปและมีการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างออกไป ทั้งเรื่องของความรู้ว่ากำแพงที่พังถล่มลงมาไม่ได้เป็นของเก่าโบราณที่แท้จริง เป็นของที่สร้างขึ้นใหม่ และเรื่องรูปแบบที่ไม่เหมือนของดั้งเดิม ซึ่งหลายคนก็มองเรื่องของความสวยงาม และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ควรจะทำให้เกิดความสวยงาม ขณะที่หลายคนก็ไม่เห็นด้วยต้องการจะให้เป็นแบบเก่าที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ขณะเดียวกันก็มีบางส่วนที่ไม่ค่อยพอใจนัก ในเรื่องของคำพูดที่บอกว่า "พังเสียได้ก็ดี และ ข้อความที่ว่า เพี้ยง !! ภาวนาว่าขอให้ประตูเมืองอุจาดสร้างใหม่ที่เหลืออยู่อีก 3 ประตูพังทลายลงให้หมด "  ว่าถึงจะเก่าใหม่อย่างไรก็ไม่ควรที่จะสาปแช่งให้เกิดความเสียหาย

ขณะที่กรมศิลปากร และเทศบาลนครเชียงใหม่ก็ยังคงกันพื้นที่เพื่อให้เจ้าหน้าที่จัดการกับเศษซากวัสดุของกำแพงเมืองที่พังลงมา พร้อมทั้งรอให้เจ้าหน้าที่ของกรมศิลป์ เข้าตรวจสอบความเสียหายเพื่อวางแนวทางในการบูรณะซ่อมแซมต่อไป

สำหรับศาสตราจารย์เกียรติคุณสุรพล ดำริห์กุล  ในอดีตเคยรับราชการในตำแหน่งอาจารย์ สังกัดภาควิชาศิลปะไทย คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีความเชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและโบราณคดี มีผลงานวิจัย งานเรียบเรียงหนังสือ ตำรา และบทความวิชาการด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและโบราณคดีจำนวนมาก จนได้รับรางวัลต่างๆ อาทิ รางวัลผลงานวิจัยประเภทชมเชย สาขาปรัชญา เรื่อง งานศิลปกรรมลายคำประดับอาคารทางศาสนาล้านนา  รวมทั้งผลงานด้านการอนุรักษ์และการพัฒนาโบราณสถาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโบราณสถานสำคัญของเมืองเชียงใหม่หลายแห่ง อาทิ การบุกเบิกขุดค้นและบูรณะ เวียงกุมกาม เวียงท่ากาน และการบูรณะป้อมกำแพงเมืองเชียงใหม่ รวมทั้งโครงการอนุรักษ์โบราณสถานในนามมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในโอกาสร่วมเฉลิมฉลอง ๗๐๐ ปี เมืองเชียงใหม่

ขอบคุณเฟซบุ๊ก : สุรพล ดำริห์กุล